You are here
Home > Top Story > ฟินเทค กับ ธนาคารแบบเดิม: ไม่ใช่เกมส์ล้มกระดาน

ฟินเทค กับ ธนาคารแบบเดิม: ไม่ใช่เกมส์ล้มกระดาน

ภาคบริการทางการเงินกำลังพยายามทรงตัวอยู่ท่ามกลางยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจคาดเดาได้ นวัตกรรมต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟน การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และเทคโนโลยีบล็อกเชนที่อยู่เบื้องหลังบิทคอยน์กำลังบีบบังคบให้ธนาคาร บริษัทประกัน และบริษัทในวอลล์สตรีทต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับอนาคตที่ไม่อาจคาดเดาได้ที่บางส่วนของกฎเกณฑ์เดิมๆ ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป  เราเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน ลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างบล็อคบัสเตอร์กับเน็ตฟิกซ์ ร้านแผ่นเสียงกับเพลงดิจิตอล หรือแม้กระทั่งสมุดหน้าเหลืองกับกูเกิ้ล แต่สิ่งที่ต่างจากตัวอย่างเหล่านั้นก็คือ ภาคการธนาคารที่กำลังถูกสั่นคลอนจะไม่ได้อยู่ในเกมส์คนหนึ่งได้คนหนึ่งเสีย

โดยเมื่อเร็วๆ นี้เดวิด บลูเบิร์ก ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการบลูมเบิร์กแคปิตอลได้นำเสนอแง่มุมดังกล่าวผ่านบทความที่น่าสนใจ ซึ่งผมขอนำมาแบ่งปันในที่นี้

บางคนถกเถียงว่าในแวดวงเทคโนโลยีทางด้านการเงิน หรือฟินเทค อาจต้องใช้เวลาอีกพอสมควรที่สตาร์ทอัพ ซึ่งกำลังพัฒนาเทคโนโลยีในการแปลงเงินให้ไปอยู่ในรูปแบบดิจิตอล และสร้างรายได้จากข้อมูลจะทำลายและไล่บี้คู่แข่งที่มีขนาดใหญ่กว่า และดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนานได้  ในทางกลับกัน ผู้เล่นชั้นนำในอุตสาหกรรมการธนาคารยังพยายามรักษาผลประโยชน์ที่สำคัญเอาไว้ โดยการซื้อเวลาด้วยการปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้บริการใหม่ๆ เพิ่มขึ้น และดีขึ้นแก่ลูกค้า แต่กลุ่มลูกค้าทุกกลุ่มต่างก็มีการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายเป็นของตนเอง ธนาคารที่ต้องการเติบโตต่อไปจำเป็นต้องมีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว และต้องตัดสินใจให้ได้ว่าตลาดส่วนไหนที่พวกเขาจะต้องเพิ่มการลงทุนมากขึ้น ส่วนไหนควรนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้งานเพื่อรับมือกับตลาดได้ดีขึ้น และส่วนไหนที่พวกเขาจะยอมยกให้ผู้มาใหม่

การปฏิวัติฟินเทคเร่งให้มีการประกาศใช้กฎระเบียบใหม่ๆ โดยเฉพาะหลังวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008 ซึ่งทำให้บางสายธุรกิจของธนาคารทำกำไรลดน้อยลงและเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ การสื่อสารยุคใหม่ที่ทันสมัย และเครื่องมืออื่นๆ เพื่อให้บริการแก่ผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีมากขึ้น ในระยะแรกธนาคารพยายามจะพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้ขี้นมาเองเพื่อให้ทันกับคู่แข่งที่มีการปรับตัวได้รวดเร็วกว่า  แต่ธนาคารกลับพบว่าการเร่งให้เกิดนวัตกรรมเป็นเรื่องที่ยากมาก และยิ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อจะต้องทำทุกอย่างให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าหลายหลายกลุ่ม

แม้ว่าตอนนี้จะเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่าฝ่ายไหนจะเป็นผู้กำชัยชนะ เพราะมีสตาร์ทอัพเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่สามารถสร้างแบรนด์ที่เป็นที่เชื่อถือของผู้บริโภคในด้านการขนาดของการให้บริการ และการรองรับมาตรฐานด้านการกำกับดูแลได้ ในขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่เองก็อ้างว่าพวกเขาทำงานอย่างหนักที่จะเลียนแบบวัฒนธรรมที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรม และความคล่องตัวของสตาร์ทอัพในซิลิกอนวัลเล่ย์ แต่สิ่งที่เห็นก็คือพวกเขามีความคืบหน้าในเรื่องนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สิ่งที่มักถูกถามถึงอยู่เสมอก็คือ แล้วเกมส์นี้ใครจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ชนะ เพื่อหาคำตอบให้กับคำถามนี้ อันดับแรกต้องแยกตลาดออกเป็น 3 ส่วน คือ

ธนาคารสำหรับลูกค้าองค์กร: ธนาคารจะลงทุนในส่วนนี้อย่างชาญฉลาด  ไม่เพียงแต่พวกเขาจะต้องลงทุนเพิ่มมากขึ้นเพื่อคงความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งเอาไว้ แต่เป็นส่วนที่สตาร์ทอัพจะต้องเผชิญกับกำแพงอุปสรรคที่สูงชันที่สุด ในขณะสตาร์ทอัพบางรายพึ่งเริ่มรุกเข้าสู่ตลาดในส่วนนี้ พวกเขามีโอกาสน้อยมากที่จะประสบความสำเร็จเนื่องจากความสลับซับซ้อนของผลิตภัณฑ์และบริการที่จำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาลเพียงพอที่ส่งผลกระทบต่อบางส่วนของการทำธุรกรรมเหล่านี้ นอกจากนั้นกฎระเบียบด้านการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด และความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างธนาคารกับลูกค้ารายสำคัญของพวกยังเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับฟินเทคสตาร์ทอัพ

ธนาคารสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี): หลังจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008 ธนาคารถูกควบคุมด้วยกฎระเบียบต่างๆ อย่างเข้มงวด ทำให้การให้บริการธุรกิจเอสเอ็มอีมีต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งทำให้ธนาคารแบบดั้งเดิมลดความสำคัญในการทำตลาดลูกค้ากลุ่มนี้ลง ทำให้เอสเอ็มอีขาดเครื่องมือ และทรัพยากรทางด้านการเงิน จากการสำรวจของบลูมเบิร์ก แคปิตอลเมื่อเร็วๆ นี้ก็พบว่าร้อยละ 74 ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่าในสหรัฐอเมริกาธุรกิจขนาดเล็กต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายในการสมัครขอสินเชื่อ และบริการทางการเงินอื่นๆ  ซึ่งเป็นการเปิดให้ฟินเทคสตาร์อัพเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในส่วนนี้ด้วยการนำเสนอเครื่องมือ และเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับการให้กู้ยืมเงิน การชำระเงิน การดำเนินงาน การรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ กฏระเบียบในการรู้จักลูกค้าของคุณ (KYC) การปฏิบัติตามกฏระเบียบ การจัดการสินทรัพย์ และอื่นๆ ซึ่งคาดว่าแนวโน้มนี้จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้มีผู้นำตลาดรายใหม่ๆ เกิดขึ้นมาในส่วนนี้  ตลาดธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นส่วนที่บริษัทฟินเทคมีโอกาสเข้ามารุกไล่ธนาคารขนาดใหญ่ได้มากขึ้น

ธนาคารสำหรับผู้บริโภคทั่วไป: ธนาคารมุ่งเน้นไปที่ลูกค้าระดับบนสุดของตลาดผู้บริโภค – ซึ่งมีรายได้สูง – เพราะธนาคารมักจะไม่สามารถทำเงินจากการให้บริการผู้บริโภคส่วนใหญ่ได้ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง และไม่ได้รับการเหลียวแลจากธนาคารแบบเดิม จากการสำรวจของบลูเบิร์กแคปิตอลพบว่าสี่ในห้าผู้ตอบแบบสอบถาม (ร้อยละ 80) เชื่อว่าสถาบันการเงินต้องให้ความสำคัญในการช่วยเหลือผู้บริโภคและธุรกิจขนาดเล็กเท่าๆ กันมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่

ฟินเทคสตาร์อัพกำลังพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้พวกเขาสามารถให้บริการผู้บริโภคในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยที่ยังคงทำเงินได้  ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ และโซลูชั่นเหล่านี้ ฟินเทคสตาร์อัพจะสามารถขยายการให้บริการธนาคารไปสู่ผู้บริโภคที่ขาดโอกาสในการรับบริการ หรือไม่ได้รับการพิจารณาจากธนาคารใหญ่ๆ เนื่องจากขาดข้อมูลประวัติด้านเครดิต นอกจากนี้เทคโนโลยียังจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถจัดการการเงินของพวกเขาแบบออนไลน์ และบนอุปกรณ์พกพาได้มากขึ้นโดยไม่ต้องคำนึงถึงสถานที่หรือเวลา จากการสำรวจคนอเมริกันพบว่าเกือบสามในห้า (ร้อยละ 57) กล่าวว่ากว่าจะทำธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ พวกเขาต้องใช้เวลาหลายวันในการเดินทางไปมาระหว่างสถาบันการเงินปกติ

ตลาดผู้บริโภคกำลังถูกฟินเทคเข้าครอบครอง แต่สตาร์อัพก็จะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายอย่างในการสร้างแบรนด์ของพวกเขา: การหาลูกค้าที่มีค่าใช้จ่ายสูงเงินลงทุนที่จำเป็นสำหรับการให้กู้ยืมเงิน และการพิจารณาด้านกฎระเบียบที่มีความเข้มงวดมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีประเด็นของความไว้วางใจ และการรักษาความปลอดภัยโลกไซเบอร์ท่เพิ่มขึ้น จากการสำรวจพบว่าคนอเมริกันร้อยละ 72 กังวลเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยของบริการธนาคารออนไลน์ใหม่ ทั้งสตาร์ทอัพและผู้ครอบครองตลาดจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และเพื่อให้การรักษาความปลอดภัยที่เพียงพอในสภาพแวดล้อมที่มีอันตรายมากขึ้น

แม้ว่าการปฏิวัติของฟินเทคจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนในภาคการธนาคาร แต่ธนาคารยังคงสงวนจุดแข็งของตนเองเอาไว้ และการที่สตาร์อัพจะเข้ามาครอบครองตลาดสำคัญๆ ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนักตราบเท่าที่ธนาคารทั้งหลายยังคงสามารถปรับตัวเพื่อสนองตอบความท้าทายใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ในทางกลับกัน ธนาคารก็ต้องยอมรับความจริงว่าพวกเขาก็ยังมีจุดอ่อน และต้องหาทางปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อความอยูรอด

Leave a Reply

Top