You are here
Home > Top Story > P2P Lending ทำความรู้จักการให้กู้ยืมเงินระหว่างบุคคลต่อบุคคลยุคดิจิทัล

P2P Lending ทำความรู้จักการให้กู้ยืมเงินระหว่างบุคคลต่อบุคคลยุคดิจิทัล

หลายๆ คนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับธุรกิจการให้กู้ยืมเงินระหว่างบุคคลต่อบุคคลที่เรียกว่า P2P (peer-to-peer) Lending มากันบ้างแล้ว บางคนอาจจะแค่เคยได้ยินแต่อยากรู้จริงๆ ว่ามันคืออะไร ซึ่งบทความนี้จะสามารถช่วยท่านทำความรู้จักกับธุรกิจนี้มากขึ้น

 

P2P Lending คือ นวัตกรรมทางการเงินอีกรูปแบบหนึ่งที่กำลังประสบความสำเร็จในระดับโลก โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นแนวคิดที่ปฎิวัติรูปแบบการลงทุนและสินเชื่อของสถาบันการเงินแบบเก่า มาเป็นการทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์ โดยผู้กู้จะได้รับดอกเบี้ยสินเชื่อที่ถูกกว่า และผู้ปล่อยกู้มีโอกาสที่จะลงทุนในหลักทรัพย์ชนิดใหม่ที่ให้อัตราผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและมากกว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั่วไป

P2P_Lending OpenPic

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผ่านมาธุรกิจรูปแบบนี้ยังไม่สามารถเกิดขึ้นในประเทศไทยเนื่องจากขาดกฎหมายมารองรับ แต่ขณะนี้ทางภาครัฐและเอกชนกำลังหาข้อสรุปเกี่ยวกับการปรับแก้กฎหมายบางอย่างเพื่อให้รองรับธุรกิจชนิดนี้ในบ้านเราได้ เพราะฉะนั้นเนื้อหาในบทความนี้จะอ้างอิงกับข้อมูลของธุรกิจ P2P Lending ในต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่ธุรกิจนี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และหากมีการอนุมัติให้ทำธุรกิจในรูปแบบนี้ในประเทศไทยได้และมีกฎหมายมารองรับ ก็น่าจะมีรูปแบบไม่แตกต่างไปจากต่างประเทศมากนัก แต่ก็อาจมีจุดเล็กจุดน้อยที่ต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับกฎหมายที่ออกมา

 

P2P Lending คืออะไร?

หากตีความหมายตรงๆ ตามชื่อ P2P Lending ก็หมายถึงการกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลต่อบุคคล ซึ่งทางวิคกี้พีเดียได้ให้คำจำกัดความของ P2P Lending ว่าคือ “การทำธุรกรรมทางการเงินชนิดหนึ่ง (โดยส่วนมากจะเป็นการกู้ยืมเงิน) ระหว่างบุคคล
โดยผ่านระบบออนไลน์และไม่ผ่านตัวกลาง”

 

จริงๆ แล้วนั้น P2P Lending  ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เราให้เพื่อนของเรายืมเงิน หรือเวลาที่เรามีเงินเหลือแล้วเอาไปให้คนอื่นยืม แต่การกระทำแบบนี้โดยส่วนมากจะทำระหว่างคนรู้จักกันซึ่งมีความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นประกัน หากมองในภาพที่กว้างขึ้น เราไม่มีทางรู้จักคนเป็นพันๆ คนได้เลย เพราะเหตุนี้จึงทำให้บริษัท P2P Lending ที่ประสบความสำเร็จมากในสหรัฐ อย่าง  Lending Club หรือ Prosper เข้ามาทำธุรกิจ โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่าง ผู้กู้ และผู้สนใจปล่อยกู้ และมีหน้าที่หลักๆ คือการคัดกรองเครดิตของผู้กู้ เพื่อให้ผู้ปล่อยกู้มั่นใจว่าได้ปล่อยกู้กับคนที่มีเครดิตที่ดี ช่วยเป็นตัวกลางในการทำสัญญาเงินกู้ รวมถึงบริการเก็บเงิน และติดตามหนี้

 

P2P Lending  ถือเป็นนวัตกรรมทางการเงินแห่งศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง เพราะว่า Zopa ซึ่งเป็นบริษัท P2P Lending
เจ้าแรกของโลกจากประเทศอังกฤษได้เปิดตัวสู่สาธารณชนในปี 2548 โดยที่ Prosper และ Lending Club ได้เปิดตัวตามมา
ในประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2549  และ 2550 ตามลำดับ โดยที่ Prosper สามารถสร้างฐานสมาชิกได้ถึง 100,000 คน
และสามารถให้บริการปล่อยกู้เงินได้ถึง 20 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในระยะเวลา 9 เดือนหลังจากเปิดตัว ซึ่งถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของธุรกิจนี้

 

จนมาถึงทุกวันนี้ ธุรกิจ P2P Lending ถือว่าผ่านมาสองช่วงหลักๆ ของการดำเนินกิจการ คือ

 

Quiet Period คือช่วงระหว่างปี 2551–2552 ที่บริษัทไม่มีการออกสินเชื่อเพิ่มเพราะไม่มีการระดมทุน หรือการลงทุนจากผู้ปล่อยกู้ เนื่องจากคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์ หรือ SEC (Securities and Exchange Commission) ของประเทศสหรัฐได้สั่งระงับการออกสินเชื่อชนิดนี้ และให้ผู้ประกอบการนำสินเชื่อทั้งหมดมาลงทะเบียนเป็นหลักทรัพย์ โดยที่ปัจจุบันสินเชื่อชนิดดังกล่าวออกมาในรูปแบบหลักทรัพย์ที่ลงทะเบียนกับ SEC แล้ว

 

Peer-to-Peer 2.0 คือหลังจากช่วง Quiet period บริษัทอย่าง Prosper และ Lending Club ให้ความสนใจกับการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น เห็นได้จากการที่จำนวนหนี้เสียของสินเชื่อที่ออกหลังจากช่วง Quiet Period นั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงปี 2549 –2550 นั้น สินเชื่อของ Prosper และ Lending Club มีหนี้เสียเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 40 และ 24 ตามลำดับ ปัจจุบันหนี้เสียของทั้งสองบริษัทลดต่ำลงมาก โดยมีอัตราหนี้เสียอยู่ที่ประมาณร้อยละ 4 ซึ่งทำให้เป็นทางเลือกของการลงทุนที่นักลงทุนให้ความสนใจกันมากขึ้น

 

จุดที่ทำให้ P2P Lending ต่างจากธนาคาร

สิ่งที่ทำให้P2P Lending ต่างจากสถาบันการเงินที่เห็นได้ชัดมากที่สุดนั้นคือ “ต้นทุน” เพราะเป็นการนำสินเชื่อมาสู่ผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ที่สะดวก และถูกกว่าธนาคาร ซึ่งต้องมีทั้งต้นทุนด้านอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ พนักงาน และการเปิดสาขา มากกว่า ในขณะที่ P2P Lending จะมีการใช้เครื่องไม้เครื่องมือ รวมถึงจ้างพนักงาน และมีการเปิดสาขาเหมือนกับธุรกิจธนาคาร แต่ด้วยจำนวนที่น้อยกว่ามาก

 

ประโยชน์ของ P2P Lending

การที่ต้นทุนของบริษัท P2P Lending ถูกกว่าหมายความว่าผู้บริโภคก็มีภาระเรื่องค่าบริการต่างๆ น้อยลงไปด้วย โดยประโยชน์ของ P2P Lending สามารถสรุปได้คร่าวๆ คือ

 

ประโยชน์ที่ผู้กู้จะได้รับจาก P2P Lending

  1. ได้รับสินเชื่อที่ดอกเบี้ยถูกกว่าสถาบันการเงิน

เพราะต้นทุนที่ต่ำกว่า ทำให้สามารถคิดดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าสถาบันการเงิน ตัวอย่างเช่น การกู้จาก P2P Lending อาจมีดอกเบี้ยต่ำกว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตถึงร้อยละ 5 ซึ่งถ้าคิดเป็นจำนวนเงินแล้วถือว่าเป็นจำนวนเงินที่มากทีเดียว

 

  1. สมัครรับสินเชื่อที่ง่ายกว่าสถาบัน

ผู้กู้ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปธนาคารเพื่อขอสินเชื่อ โดยที่อาจจะไม่ได้รับอนุมัติก็ได้ การกู้ผ่านบริษัท P2P Lending นั้นง่ายเพียงแค่ยื่นขอสินเชื่อผ่านระบบออนไลน์

 

  1. ไม่มีค่าปรับในการชำระสินเชื่อก่อนกำหนด

โดยทั่วไปสถาบันการเงินจะคิดค่าปรับเมื่อผู้กู้ต้องการชำระเงินกู้ (Prepay) ก่อนกำหนดเนื่องจากจะทำให้รายได้ของสถาบันการเงินนั้นลดลง ต่างกับบริษัท P2P Lending (เช่น Prosper และ Lending Club) ไม่มีการคิดค่าปรับหากผู้กู้ต้องการชำระเงินกู้ก่อนกำหนด

 

ประโยชน์ที่ผู้ปล่อยกู้ / ผู้ลงทุนจะได้รับจาก P2P Lending

  1. ได้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงจากหลักทรัพย์ชนิดใหม่

หากดูตัวอย่างของ Prosper และ Lending Club บัญชีลงทุนที่มีอายุประมาณ 18 เดือนนั้นมีผลตอบแทนประมาณร้อยละ 5–9 ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝาก

 

  1. หลักทรัพย์ชนิดนี้มีผลตอบแทนที่ค่อนข้างเสถียรเมื่อเทียบกับหุ้น

แม้ว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนใน P2P Lending ในระยะยาว แต่เมื่อเทียบกันทางด้านความเสถียรแล้ว P2P Lending มีความเสถียรกว่า เพราะการลงทุนดังกล่าว เป็นการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เรียกว่า เครดิตของผู้บริโภค (Consumer Credit) ตัวอย่างง่ายๆ คือ ในปี 2551 ตลาดหุ้นในสหรัฐสูญเสียมูลค่ามากถึงร้อยละ 35
ต่างกับเครดิตของผู้บริโภคที่ผู้ปล่อยกู้มีอัตราการสูญเสียเงินลงทุนในระดับต่ำ

 

  1. เป็นการลงทุนที่เข้าใจง่ายและน่าเชื่อถือ

P2P Lending นั้นเปิดโอกาสให้คนทั่วไปสามารถลงทุนในเครดิตของผู้บริโภค โดยที่สามารถกระจายการลงทุนในสินเชื่อที่ผ่านการคัดกรองแล้วจำนวนมาก นอกจากนี้ P2P Lending ยังเป็นการลงทุนที่เข้าใจง่ายกว่าหลักทรัพย์หลายๆ ชนิด เพราะโดยพื้นฐานแล้วก็คือการให้กู้ยืมเงินนั่นเอง

 

  1. ได้รับผลตอบแทนแบบสม่ำเสมอ

เนื่องจากผู้กู้จะมีการผ่อนชำระทุกเดือน หมายความว่าผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนคืนทุกเดือนเช่นกัน

 

  1. เป็นการลงทุนที่ช่วยเหลือผู้อื่น

ถือเป็นข้อดีที่ทำให้หลายบริษัทหันมาทำธุรกิจทางด้านนี้  เพราะเป็นการนำเงินลงทุนจากนักลงทุนใน P2P Lending
ไปช่วยเหลือผู้กู้ที่มีเครดิตที่ดีให้สามารถลดภาระหนี้สินด้วยดอกเบี้ยที่ถูกกว่า และผู้ลงทุนที่ยังได้ผลตอบแทนกลับคืนมาในรูปแบบของดอกเบี้ยอีกด้วย

 

ความเสี่ยงของ P2P Lending

หลังจากที่เราทำความรู้จักกับ P2P Lending ทั้งรูปแบบของระบบและการให้บริการแล้ว ต่อไปลองมาดูกันว่าความเสี่ยงที่มาพร้อมกับธุรกิจ P2P Lending มีอะไรบ้าง แม้ว่าตอนนี้การติดขัดด้วยกฎระเบียบ และข้อกฎหมายที่ยังไม่ออกมารองรับจะทำให้ธุรกิจ P2P Lending ในเมืองไทยยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่ในท้ายที่สุดแล้วก็อาจจะไม่สามารถต้านกระแส P2P Lending ของโลกที่กำลังมาแรงได้ ลองไปดูความเสี่ยงที่มาพร้อมกับธุรกิจนี้กันว่ามีอะไรกันบ้าง ถือเป็นการเตรียมตัวล่วงหน้า

 

โดยทั่วไปแล้ว บริษัทที่ทำธุรกิจ P2P Lending รายใหญ่ของโลกอย่าง Prosper และ Lending Club จะมีการนำเสนอหนังสือ
ชี้ชวน (Prospectus) โดยจะมีการเปิดเผยเรื่องความเสี่ยงของ P2P Lending ให้ผู้ที่จะลงทุนปล่อยกู้ หรือผู้กู้ได้รับทราบอยู่แล้ว เราจงขอคัดข้อมูลบางส่วนในหนังสือชี้ชวนเหล่านี้มานำเสนอคุณผู้อ่านเพื่อให้ทราบคร่าวๆ ว่า หากคิดจะลงทุน หรือเป็นลูกค้าของบริการจากธุรกิจ P2P Lending เหล่านี้ คุณจะต้องเจอกับความเสี่ยงอะไรบ้าง

 

  1. ผู้กู้ ผิดนัดชำระหรือผิดสัญญา

การลงทุนใน P2P Lending ก็คือการที่คุณเอาเงินไปให้คนอื่นกู้ และการให้กู้ในลักษณะที่ไม่มีการค้ำประกัน (ไม่ว่าจะเป็นหลักทรัพย์ หรือสินทรัพย์) ดังนั้น หากผู้กู้มีการผิดนัดชำระค่างวดหรือผิดสัญญา ผู้ลงทุนหรือผู้ให้กู้ก็ไม่มีทางเลือกที่จะทำอะไรได้มากนัก ซึ่งหากดูจากอัตราการผิดนัดชำระหรือผิดสัญญาของผู้กู้ในรูปแบบ P2P Lending ในสหรัฐอเมริกานั้น เราจะเห็นว่าอัตราดังกล่าวจะมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อย 3 ซึ่งก็หมายความว่าหากเราลงทุนไปในผู้กู้ 100 คนจะมี 3 คนที่ผิดนัดชำระหรือผิดสัญญา

 

  1. การะจายการลงทุนใน P2P Lending ที่น้อยไป

การลดความเสี่ยงในข้อที่ 1 ได้ดีที่สุด คือการที่ผู้ลงทุนกระจายการลงทุนในผู้กู้หลายๆ คนเช่น หากคุณมีเงิน 100,000 บาท
มันคงเป็นความผิดพลาดแน่นอนหากคุณกระจายการลงทุนดังกล่าวไปให้ผู้กู้แค่เพียง 2–3 คน เพราะหากคนใดคนหนึ่งผิดนัดชำระก็หมายความว่าคุณมีโอกาสสูญเสียเงินลงทุนก้อนใหญ่ไปได้ง่าย ในทางกลับกัน หากคุณลงทุนในผู้กู้ 200 คน การที่มีผู้กู้ผิดนัดชำระสัก 1–2 คน ก็แทบจะไม่มีผลกระทบกับเงินลงทุนของคุณมากนัก

 

  1. ผู้ให้บริการ P2P Lending เลิกกิจการ หรือล้มละลาย

ถึงแม้ว่าตอนนี้บริษัท P2P Lending ดังๆ อย่าง Prosper หรือ Lending Club กำลังไปรุ่ง ทำผลงานได้ดี มีแผนและเป้าหมายในการขยายธุรกิจที่ชัดเจน แต่การเตรียมตัว เตรียมใจในเรื่องการชะลอตัว หรือการเลิกกิจการเอาไว้ด้วย ดังนั้นหากคุณคิดจะลงทุนในธุรกิจ P2P Lending ก็ต้องกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนกับหลายแห่ง แทนที่จะทุ่มทุนหมดหน้าตักไปให้เจ้าใด
เจ้าหนึ่ง แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีข่าวการล้มละลายของผู้ให้บริการ P2P Lending มาให้เห็น แต่การเตรียมเส้นทางถอยไว้ก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องพิจารณา

 

  1. ดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น

ถึงแม้ตอนนี้เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในสถานการณ์ที่ดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม จะช้าหรือเร็ว ต้องมีช่วงที่ดอกเบี้ยนั้นปรับตัวขึ้นมาแน่นอน ตอนนี้การลงทุนใน P2P Lending ถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนประมาณ
ร้อยละ 7–9 ต่อปี หรือมากกว่า แต่หากเราย้อนกลับไปเมื่อสิบปีที่แล้ว หากจะลงทุนที่ให้ผลตอบแทนประมาณเดียวกัน
นักลงทุนจะสนใจการลงทุนดังกล่าวนั้นมีการคุ้มครองเงินต้น ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำมากกว่า การลงทุนใน P2P Lending

 

  1. มีการเปลี่ยนแปลงของข้อบังคับ หรือกฎหมาย

P2P Lending เป็นธุรกิจรูปแบบใหม่ ถึงแม้จะมีมามากกว่าสิบปีแล้วก็ตาม โดยที่ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกานั้นทางภาครัฐก็ยังไม่มีรูปแบบที่ตายตัวเกี่ยวกับการจัดการธุรกิจในลักษณะนี้ ซึ่ง ณ ตอนนี้ Prosper และ Lending Club เป็นบริษัทภายใต้การควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เช่นเดียวกับบริษัทจัดการหลักทรัพย์หรือวานิชธนกิจ ที่ผ่านมานั้นมีการหารือเรื่องการเปลี่ยนรูปแบบการควบคุมบริษัท P2P Lending  แต่ยังไม่มีอะไรที่ออกมาแบบ
แน่ชัด ความเสี่ยงที่สูงที่สุดคือการกำหนดให้ P2P Lending  นั้นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเรามองว่าน่าจะไม่มีทางเป็นไปได้

 

การลงทุนทุกรูปแบบนั้นมีความเสี่ยง P2P Lending ก็เช่นกัน จริงอยู่ที่ความเสี่ยงในการลงทุนนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่เราอยากให้ผู้ลงทุนมองทั้งสองด้านคือความเสี่ยงและผลตอบแทนควบคู่กันไป โดยผู้ลงทุนต้องถามตัวเองว่าผลตอบแทนที่เราได้จากความเสี่ยงของ P2P Lending หรือการลงทุนอื่นๆ นั้น คุ้มกับความเสี่ยงที่เราลงไปไหม

  • Krungsri KMA

Leave a Reply

Top
ปิดโหมดสีเทา