You are here
Home > Marketing > Mind Set ที่ผู้ประกอบการต้องรู้ในการทำ Digital Marketing

Mind Set ที่ผู้ประกอบการต้องรู้ในการทำ Digital Marketing

  • Krungsri KMA

คุณธนพล ทรัพย์สมบูรณ์  ผู้ก่อตั้ง และ CEO บริษัท YDM Thailand จำกัด ด้วยความรู้ที่จบด้านอีคอมเมิร์สมาโดยตรง และประสบการณ์การเป็น Internet marketer ในการพัฒนาและดูแลแบรนด์ชั้นนำมานานกว่า 18 ปี ครอบคลุมมากว่า 400 กว่าแบรนด์ คิดเป็นมูลค่ากว่า 8000 กว่าล้านบาทนั้น ได้ให้ความรู้และข้อคิดสำหรับผู้ประกอบการที่จะทำ Digital Marketing ในงานสัมมนา “Digital Marketing for Entrepreneur 2018” จัดโดย YDM Thailand และ ALT65 บริษัทในเครือว่า การทำ Digital Marketing นั้นไม่มีสูตรตายตัว ไม่มีเฟรมเวิร์คแบบดั้งเดิม เพราะวิธีคิดในแต่ละโปรดักส์ไม่เหมือนกัน ซึ่งหัวใจสำคัญของการทำการตลาดแบบดิจิตอลของผู้ประกอบไทย ที่ควรรู้ คือ

ydm001
คุณธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้ก่อตั้ง และ CEO บริษัท YDM Thailand จำกัด

 

YDM-info-01-768x543

Target ต้องแม่น!

เวลาขายของทุกคนไม่ใช่ลูกค้าเรา ผู้ประกอบการต้องรู้จักลูกค้าตัวเองว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหน และวิเคราะห์เชิงลึกลูกค้าให้ได้ว่าเค้ามีแพตเทิร์นอย่างไร เพราะโลกดิจิตอลมันกว้างใหญ่ เราต้องหาให้เจอ เมื่อเจอแล้ว เดาให้ถูกว่าเค้าคิดอย่างไรกับสินค้า หรือ บริการของเรา และ “ทำไมเค้าต้องซื้อ” หาให้เจอแล้วค่อยนำมาพัฒนาเฟรมเวิร์กของแผนงานต่อไป

 

Copy Writing is Key

ต้องสร้างเนื้อหาในเพจ หรือ เว็บไซต์ (Story Telling) ให้เปิดมาแล้วว้าว! ลูกค้าเปิดดูต้องรู้สึกสนใจตื่นเต้นกับเนื้อหา ประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เปิดมาดู เพราะถ้าเปิดเว็บเข้ามาดูแล้วภายใน 3 นาที ถ้าไม่เจออะไรน่าสนใจก็จะออกแล้ว ปกติลูกค้าชอบให้ใช้รูปดึงความสนใจ แต่ตนคิดว่า Copy ที่ดีจะช่วยดึงคนได้มากกว่า และควรเพิ่ม Skill การทำ VDO เข้าไป เพราะเดี๋ยวนี้คนก็ชอบเสพวีดีโอมากขึ้นจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจได้ไม่น้อย

 

ซื้อ Media ที่ Tracking ยอดขายและเลือก Target ได้

การเลือกซื้อ Media ต้องเลือกซื้อสื่อให้ถูกต้อง เพราะปัจจุบันสื่อดิจิตอลมีเยอะมาก แต่จะซื้ออะไรก็ตาม ต้องให้แทรกได้ ไม่ใช่เลือกที่ให้คนเห็นเยอะๆ ต้องวัดที่ยอดขายว่าขายได้มากน้อยเท่าไร ต้องสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ลึกที่สุด วัดผลได้ จึงจะน่าซื้อสื่อนั้นๆ ไม่ควรมีแค่ Demographic เท่านั้น เพราะเดี๋ยวนี้ไปถึง Interest ของ Target แล้ว สามารถกำหนดงบขั้นต่ำ ที่เรารับความเสี่ยงได้ วัดผลได้ ถ้าไม่ดี ไม่ใช่ก็ปรับทันที ควร optimization ได้ตลอด และที่สำคัญต้องเลือก Targeting ได้ เพราะเราไม่ได้ขายกับทุกคน ไม่ใช่การซื้อสื่อโทรทัศน์เพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่ม Mass แต่เมื่อเลือกซื้อสื่อดิจิติล คนที่ต้องเห็น คือ ลูกค้าเราเท่านั้น

 

Long Term Traffic

นับเป็นหนึ่งในจุดอ่อนของโซเชียลมีเดีย อย่าง Facebook คือ ลงตุ้มเดียวแล้วก็เงียบ! อย่างการไปใช้ Influencer ที่เป็นคนดัง ให้โพสต์พร้อมกันในวันเดียว จริงอยู่อาจได้เรื่องการสร้างการรับรู้ แต่จะดังอยู่พักนึงและก็หายไป ฉะนั้นผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงเรื่อง LongTerm Traffice ด้วย ไม่ใช่ทำแค่ครั้งเดียว แต่ต้องอยู่กันไปยาวๆ ส่วนตัวชอบการลงเขียนบล็อกมากกว่า อาจมีการเข้าถึงไม่ตุมตาม และก็จะมีเข้ามาดูต่อเนื่อง และควรระวังเรื่อง “Bad Voice” เพราะส่วนใหญ่มักจะถนัดในเรื่องทำ Good Voice ให้กับสินค้ามากกว่า ต้องมีวิธีทำ Social Voice ให้คนดู ตื่นเต้น อยากลองใช้ ใช้การสร้างกระแสช่วยสร้างยอดขายได้

 

รู้จักหา พาร์ทเนอร์

ผู้ประกอบการเดี๋ยวนี้ไม่ใช่จะก้มหน้าก้มตาขายของอย่างเดียว ต้องรู้จักหาพาร์ทเนอร์ เพราะบางครั้งคู่แข่งก็อาจจะกลายมาเป็นพาร์ทเนอร์ก็เป็นได้ หรือ อาจสร้างพันธมิตรกับโปรดักส์ที่ใกล้เคียงกับสินค้าเรา หาพาร์ทเนอร์ที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้วลองเอาสินค้าเราไปใช้ฐานลูกค้าเดียวกับเค้าได้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ดี ต้องรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ การหาลูกค้าใหม่จะใช้ cost 3 ถึงเท่าของการดูแลรักษาฐานลูกค้าเก่าไว้ ฉะนั้นการหาเงินจากฐานลูกค้าที่มีอยู่แล้วดีที่สุด

 

ดิจิตอลไม่ใช่แค่มาร์เก็ตติ้ง

ดิจิตอลสามารถทำอะไรได้อีกเยอะ เช่น การหาทีมงาน การพัฒนาระบบการทำงาน (improve work process) เพราะไม่ได้จบแค่การทำ digital marketing อย่างเวลาลงเงินไปกี่บาท เราได้กำไรเข้ามากี่บาท ทุกอย่างเป็นภาพเดียวกันทั้งหมด

ส่วนเรื่องการลดยอด reach ของเฟซบุ๊คนั้น คุณธนพลย้ำว่า “โซเชียลมีเดีย ” เป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็เป็นเพียงช่องทางหนึ่งเท่านั้น ฉะนั้นผู้ประกอบการไม่ควรพึ่งพาช่องทางนี้ทางเดียวในการขายสินค้า ควรใช้โซเชียลมีเดียหลากหลายช่องทาง โดยตีให้แม่นว่าลูกค้าเราอยู่ตรงไหน เช่น Twitter คนใช้น้อยก็จริง แต่ถ้าลูกค้าเป็นกลุ่มวัยรุ่น ก็ถือว่าช่วยให้เข้าถึงคนกลุ่มนี้ค่อนข้างมาก

 

Micro Influencer – กลยุทธ์ปากต่อปาก ออนไลน์เทรนด์ใหม่มาแรงส์!

ในยุคที่คนเทกันจ่ายจ้าง Influencer เพื่อเขียนรีวิวเชียร์สินค้าหรือบริการจนผู้บริโภครู้ทัน และรีวิวขาดความน่าเชื่อถือนั้น “ไมโคร อินฟลูเอนเซอร์” (Micro Influencer) คือ การรีวิวสินค้า/บริการจาก real consumer ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการเพราะ มีความน่าเชื่อถือ เหมือนเพื่อนบอกต่อเพื่อน และนับเป็นกระบอกเสียงให้แบรนด์บอกต่อไปถึงผู้บริโภค นายอนุพงศ์ จันทร Managing Director บริษัท อัลเทอร์เนท65 จำกัด หรือ REVU แนะนำผู้ประกอบการถึงการใช้แพลตฟอร์มรีวิวให้ประสบความสำเร็จว่า…

 

Objective  จะทำแคมเปญอะไรก็ตาม เราต้องมี “วัตถุประสงค์” ที่ชัดเจนว่าเราจะให้เค้าทำอะไร เพื่ออะไร  หรือ ใช้กลยุทธ์นี้เพราะอะไร

Personalize Content  เมื่อให้รีวิวแล้ว จงเชื่อเค้า อย่าไปแก้คอนเทนท์ให้เป็นไปอย่างแบรนด์ต้องการ เพราะจะขาดความน่าเชื่อถือ และผู้บริโภครู้ทัน

Call to Action  ควรจัดโปรโมชั่น เช่น การแจก Voucher หรือ ตัวอย่างสินค้าให้ทดลองใช้ มี Code นำไปใช้เป็นส่วนลดซื้อครั้งต่อไป

 

คุณอนุพงศ์ ยังย้ำต่อว่า รีวิวที่ดี ต้องจริงใจ เพราะผู้บริโภคอยากอ่านรีวิวของคนใช้จริง  ขณะที่การทำ คอนเทนท์ มาร์เก็ตติ้งนั้น “Keyword” สำคัญมาก Keyword ต้องถูกต้อง ต้องให้รีวิวเวอร์เขียน Keyword ลงไปในรีวิวด้วยเสมอ เพราะจะช่วยเรื่องการค้นหาคำจาก Search engine อย่าง Google เพื่อลิงค์ไปยังโปรดักส์ได้ และต้องมีสื่อช่วยสนับสนุน ช่วยให้คนมาอ่านเจอเค้ามากที่สุด เช่น เอาลิงค์รีวิวไปโพสต์ต่อ หรือนำไป Boost post ด้วย ก็จะเป็นผลดีต่อสินค้า มีระบบวัดผลได้ เป็น Daily Stat สามารถรายงานได้รายวัน เราจะรู้ว่ารีวิวอันนี้พอลงไปแล้วผลลัพท์ที่ได้ดีหรือไม่ดีอย่างไร และปัจจุบันยังสามารถต่อยอดนำไมโครอินฟลูเอนเซอร์มาเป็น B2B ให้กับสินค้าได้อีกทางหนึ่งด้วย

Leave a Reply

Top