You are here
Home > Top Story > 4 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการใช้ e-Payment ของคนไทย

4 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการใช้ e-Payment ของคนไทย

  • Krungsri KMA

“ระบบการชำระเงิน” เป็นฟันเฟืองสำคัญที่เชื่อมโยงและสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ ภาครัฐบาล และภาคการเงินการธนาคาร การพัฒนาระบบการชำระเงินจึงต้องสอดรับกับความต้องการของทุกภาคส่วนและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้ใช้บริการในปัจจุบัน ดังนั้น การกำหนดนโยบายจึงจำเป็นต้องเริ่มจากการทำความ “เข้าใจ” ผู้ใช้บริการเพื่อให้การดำเนินนโยบายตอบโจทย์ความต้องการและ “เข้าถึง” ประชาชนได้อย่างแท้จริง

slide-1A

ปี 2560 ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้จัดทำโครงการสำรวจความรู้ความเข้าใจและพฤติกรรมของประชาชนต่อการใช้บริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อวัดระดับความเข้าใจของประชาชน รวมถึงศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการชำระเงินของประชาชน เพื่อนำไปใช้ในการจัดทำแผนกลยุทธ์ระบบการชำระเงินฉบับที่ 4 ซึ่งการสำรวจครั้งนี้ ธปท. ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 10,805 ราย จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่เขตเมืองและชนบทกระจายตามกลุ่มอายุตั้งแต่ 18 – 89 ปี โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์โดยตรง (Face-to-Face Interview)

 

ข้อมูลจากแบบสำรวจบ่งบอก 4 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ e-Payment ของคนไทย ดังนี้

  1. คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ทราบความแตกต่างระหว่างบัตรเดบิตและบัตรเอทีเอ็ม :

ผลสำรวจพบว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ e-Payment ค่อนข้างน้อย แม้ว่ากลุ่มตัวอย่างถึง 84% รู้จักบัตรเอทีเอ็ม แต่คนที่รู้จักสื่อการชำระเงินอื่น ๆ เช่น บัตรเครดิต บัตรเดบิต Mobile Banking และ Internet Banking มีไม่ถึง50% ยิ่งไปกว่านั้น ผลสำรวจยังพบว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่ทราบความแตกต่างระหว่างบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิต ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ถือบัตรเดบิตส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้บัตรรูดซื้อสินค้าตามร้านค้าต่าง ๆ นอกจากนี้ ผู้ให้ข้อมูลในเขตเมือง ได้แก่ กรุงเทพมหานครและเขตเทศบาล รู้จักสื่อการชำระเงินหลากหลายประเภทมากกว่าเขตชนบท ซึ่งอาจเป็นผลจากการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับ e-Payment ยังไม่เข้าถึงทุกพื้นที่

 

  1. กลุ่ม Generation Y มีสื่อการชำระเงินหลากหลายประเภทกว่า Generation อื่น ๆ :

จากการสำรวจพบว่ากลุ่ม Generation ต่าง ๆ มีพฤติกรรมการใช้ e-Payment ที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ดีเป็นที่น่าสนใจว่ากลุ่ม Generation Y (ช่วงอายุระหว่าง 21-37 ปี) มีการถือครองสื่อการชำระเงินหลากหลายที่สุดเมื่อเทียบกับ Generation อื่น ๆ เนื่องจากคนกลุ่มนี้เติบโตมาพร้อมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จึงมีความคุ้นเคยและสามารถทำความเข้าใจขั้นตอนการใช้บริการ e-Payment ได้อย่างรวดเร็ว และอยู่ในช่วงวัยทำงาน ซึ่งมีรายได้ ทำให้มีกำลังซื้อในการจับจ่ายใช้สอย

 

  1. แม้คนกว่าครึ่งมีสื่อการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ แต่ยังเคยชินกับการใช้เงินสด :

จากการสำรวจพบว่า 68% มีสื่อการชำระเงินอย่างน้อย 1 อย่าง แต่ส่วนใหญ่ยังคงนิยมใช้เงินสดในชีวิตประจำวันสำหรับการใช้จ่ายที่มูลค่าไม่สูงมากนัก โดยให้เหตุผลเรื่องความสะดวกและความเคยชินเป็นหลัก อย่างไรก็ดี หากเป็นการชำระเงินมูลค่าสูง คนส่วนใหญ่นิยมใช้ e-Payment มากกว่า เช่น การโอนเงินและการชำระบิลมูลค่าสูง เนื่องจากรู้สึกปลอดภัยและสามารถตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกรรมย้อนหลังได้ นอกจากนี้ พบว่าการใช้ e-Payment ของภาครัฐและภาคธุรกิจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นการใช้ในภาคประชาชน

 

เห็นได้จาก 45% ของกลุ่มตัวอย่างมีการรับโอนเงินผ่านช่องทาง e-Payment ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการรับเงินสวัสดิการจากภาครัฐและเงินเดือนค่าจ้าง สำหรับบริการพร้อมเพย์ ซึ่งเป็นบริการ e-Payment รูปแบบใหม่ที่เริ่มเปิดให้บริการในช่วงต้นปี 2560 พบว่า 21% ของกลุ่มตัวอย่างรู้จักและเข้าใจบริการพร้อมเพย์ โดยกว่าครึ่งหนึ่งของคนกลุ่มนี้ได้ลงทะเบียนผูกบัญชีและเคยใช้บริการพร้อมเพย์แล้ว โดยเฉพาะบริการรับคืนภาษี

 

  1. รายได้ ความจำเป็นในการใช้จ่าย Generation และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อการชำระเงินเป็น 4 ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ e-Payment :

รายได้ส่งผลต่อกำลังซื้อของบุคคล และความจำเป็นในการใช้จ่ายเพิ่มโอกาสการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน คนที่มีรายได้สูงและมีความจำเป็นในการจับจ่ายใช้สอยสูงจึงมีแนวโน้มที่จะใช้ e-Payment สูงตาม แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับความคุ้นเคยในการใช้เทคโนโลยีด้วย เห็นได้จากกลุ่มประชากรที่เติบโตมาพร้อมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการเงินอย่างกลุ่ม Generation Y จะมีสัดส่วนการใช้บริการ e-Payment สูงกว่ากลุ่มประชากรในรุ่นการเกิดอื่น ๆ ในขณะเดียวกัน ปัจจัยด้านความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อการชำระเงินก็มีผลต่อพฤติกรรมการใช้ e-Payment เนื่องจากความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องก่อให้เกิดความเชื่อมั่น จึงมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้ e-Payment มากขึ้น

 

การส่งเสริมให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้บริการ e-Payment มากขึ้นนั้น ธปท. จำเป็นต้องส่งเสริมทั้งในแง่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการ e-Payment ได้อย่างทั่วถึง เช่น การพัฒนาระบบพร้อมเพย์ การขยายจุดรับบัตร เป็นต้น ควบคู่ไปกับการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในกลุ่มประชาชน อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมซึ่งเป็นความเคยชิน การใช้เงินสดให้หันมาใช้บริการ e-Payment มากขึ้นนั้น ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้เกิดการใช้งาน ภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้ให้บริการ จึงจำเป็นต้องประสานความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันบริการ e-Payment ไปยังภาคประชาชนทั่วไป เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลองใช้ เกิดประสบการณ์การใช้ e-Payment ที่ดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในวงกว้างต่อไป

 

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

Leave a Reply

Top