You are here
Home > Investor > 500 ตุ๊กตุ๊กส์ กองทุนหัวหอกปลุกธุรกิจสตาร์ทอัพในไทย

500 ตุ๊กตุ๊กส์ กองทุนหัวหอกปลุกธุรกิจสตาร์ทอัพในไทย

  • Krungsri KMA

แนะเส้นทางลัดสตาร์ทอัพไทยก็อปปี้โมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศมาปั้นมีโอกาสรุ่งกว่า

 

คุณณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ และคุณกระทิง พูนผล ในฐานะสองผู้จัดการ กองทุนที่มีชื่อว่า “500 ตุ๊กตุ๊กส์” (500 Tuktuks) ที่มีมูลค่าในกองทุนกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 300 ล้านบาท) เพื่อให้การสนับสนุนเงินทุนกับสตาร์ทอัพที่นำ
เทคโนโลยีมาต่อยอดธุรกิจ เผยถึงภาพรวมการลงทุนของกองทุน 500 ตุ๊กตุ๊กส์ในประเทศไทยในช่วงหนึ่งปีครึ่งหลังการเปิดตัวกองทุนไปเมื่อกลางปี 2558 ได้ให้เงินลงทุนสนับสนุนสตาร์ทอัพไปแล้วมากกว่า 30 บริษัท

 

คุณกระทิงกล่าวถึงการเลือกลงทุนในสตาร์ทอัพทต่างๆ ที่ผ่านมาของ 500 ตุ๊กตุ๊กส์ ก็เลือกบริษัทที่มีโมเดลทางธุรกิจที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นก็แค่เลือกทีมที่ดีที่สุดซึ่งนำโมเดลธุรกิจดังกล่าวมาใช้ อย่างแกรบแท็กซี่ก็เอาโมเดลธุรกิจของอูเบอร์มาใช้ แต่อาจมีการปรับให้เหมาะกับตลาดเอเชีย ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ

500_tuktuk_fund_annoucement_v5

อย่างในมาเลเซียก็มีสตาร์ทอัพที่ทำแอพเรียกมอเตอร์ไซค์ ซึ่งตอนนี้ได้เงินทุนสนับสนุนไปแล้วเป็นหมื่นล้านบาท  ของคนไทยก็มี Scootar ที่เป็นแอพสำหรับเรียกใช้มอเตอร์ไซค์สำหรับรับส่งเอกสาร

 

ในประเทศจีนจะเห็นตัวอย่างในเรื่องของการทำซ้ำโมเดลที่ประสบความสำเร็จได้ดี เวลามีคนติดอะไรขึ้นมาอย่างหนึ่งแล้วสำเร็จก็จะมีคนทำตามอย่างเป็นจำนวนมาก อย่างพอมีคนทำแอพสำหรับการให้กู้ยืมเงินแบบบุคคลต่อบุคคล หรือ P2P Lending ขึ้นมา ก็จะมีอีก 8,000 สตาร์ทอัพทำแอพแบบเดียวกันทันที ซึ่งมันเป็นการพิสูจน์ว่าโมเดลทางธุรกิจแบบนี้มันเวิร์กแล้ว เนื่องจากในบ้านเรายังตามหลังหลายๆ ประเทศอยู่ เราก็ใช้วิธีหยิบเอาโมเดลที่ผ่านการพิสูจน์เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับคนไทย

 

คุณณัฐวุฒิย้ำว่าสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพโมเดลธุรกิจเป็นเรื่องสำคัญมาก ทำยังไงจะสามารถขยายธุรกิจให้มีขนาดใหญ่มากขึ้นได้ การแพ้ชนะจึงอยู่ที่ไอเดียของผู้ก่อตั้งว่าจะมีโมเดลธุรกิจแบบไหน จะมีวิธีปกป้องตลาดของตัวเองจากคู่แข่งยังไง มีวิธีเข้าไปกินส่วนแบ่งตลาดอย่างไร  เข้าไปเปลี่ยนแปลงธุรกิจเดิมที่อยู่ในประเภทเดียวกันได้อย่างไร

 

เรื่องโมเดลธุรกิจ ถ้าออกไปดูสตาร์ทอัพของต่างประเทศก็จะเห็นว่ามีโมเดลธุรกิจเหมือนๆ กันเป็นสิบๆ บริษัท แถมยังได้รับเงินทุนจากวีซีเหมือนกัน แต่อาจจะเป็นจำนวนเงินที่มากกว่า   ซึ่งจำนวนหนึ่งก็ล้มหายตายจากไปบ้าง มีการผนวกเทคโนโลยีต่างๆ เข้าด้วยกัน แม้แต่ซื้อหรือรวมกิจการกันจนเหลือแต่บริษัทที่แข็งแกร่งอยู่รอด เกิดวันนี้หากคุณคิดจะทำสตาร์ทอัพขึ้นมาสักบริษัทแต่ยังไม่มีไอเดีย ก็ต้องถามว่าคุณควรจะคิดโมเดลทางธุรกิจใหม่ขึ้นมาแข่งหรือว่าไปหยิบโมเดลธุรกิจที่สำเร็จแล้ว
มาทำ เพราะเขาคิดมาเรียบร้อยแล้ว ถ้าคุณคิดไอเดียขึ้นมาใหม่เองก็อาจจะมีโอกาสเป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพที่ไม่ประสบความสำเร็จก็เป็นได้

 

อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าในท้ายที่สุดแล้วสตาร์ทอัพก็จะมีวิวัฒนาการ และมีการคิดโมเดลธุรกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น มีการคิดเทคโนโลยีที่มีการเชื่อมโยงกัน แต่อย่างในเวฟแรกที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่สตาร์ทอัพจะมีโมเดลธุรกิจคล้ายกับที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศมาแล้ว เราเห็นเรื่องนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าในจีน ในเกาหลี

 

คุณกระทิงแนะนำว่า เราต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปจะทำใหญ่อย่างต่างประเทศไม่ได้ เทียบกับจีน เวฟแรกของเขาก็มียักษ์ใหญ่อย่างอาลีบาบาที่โคลนมาจากอะมาซอน  ไป่ตู้ก็เป็นโคลนของกูเกิ้ล หรือเทนเซ็นต์  ทั้งหมดอยู่ในเวฟที่หนึ่งของจีนทั้งนั้น ล่าสุดผมไปเจอเทนเซ็นต์มาในงานที่กว่างโจวเมื่อเร็วๆ นี้ เทนเซ็นต์เปลี่ยนแปลงไปมากเหมือนเป็นคนละบริษัทเลย  แม้แต่บริษัทในอเมริกาเองยังบอกว่าถ้านวัตกรรมอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องดิจิทัลในอนาคตต้องมองไปที่จีน  เมื่อก่อนจีนอาจจะเริ่มต้นจากการก็อปปี้ก่อน  แต่ต่อไปในอนาคตจะเปลี่ยนจากการก็อปปี้ในจีนไปเป็นสร้างขึ้นในจีนแทน  ตอนนี้บริษัทในจีนเริ่มเปลี่ยนจากการผลิตฮาร์ดแวร์ไปเป็นซอฟต์แวร์แทน ล่าสุดไป่ตู้ได้เปิดโครงการพัฒนาระบบอินเตอร์แอ็กทีฟคอมพิวติ้ง ที่คนเราสามารถติดต่อกับคอมพิวเตอร์ได้โดยผ่านการพูดคุย

 

นวัตกรรมต้องเริ่มจากฐานตรงนี้ก่อน ผมเชื่อว่าประเทศไทยเรายังคงอยู่ตรงนั้น เริ่มจากตรงนี้ก่อนก็ได้ แล้วคุณเอามาประยุกต์กับข้อสาม คือความต้องการภายในประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็มีฐานที่แน่นแฟ้นในแถบเอเชียมาก อย่างเช่นเราอยากเห็น TravelTech เพราะรายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็นร้อยละ 13 ของจีดีพีของไทย มีฐานนักท่องเที่ยวมาเที่ยวประเทศไทยมหาศาล อีกตลาดหนึ่งที่ใหญ่มาก และมีโมเดลธุรกิจได้มากมายก็คือตลาดด้านการศึกษา EductionTech เขาบอกกันว่าตลาดการศึกษาใหญ่กว่าตลาดโทรคมนาคมถึง 5 เท่า ปัจจุบันเราลงทุนในเทคสตาร์ทอัพที่เกี่ยวกับการศึกษาเพียงรายเดียวเราอยากลงทุนในสตาร์ทอัพด้านนี้เยอะๆ แต่มีคนทำกันน้อย นอกจากนี้ก็ยังมี AgreTech และ PropertyTech

 

อีกอันหนึ่งไม่ว่าจะเป็นสตาร์ทอัพ หรือนักลงทุนอยากดูว่าทิศทางจะเป็นไปทางไหน ก็เข้าไปดูว่าเทคโนโลยีดิจิทัลจะเข้าไปเปลี่ยนธุรกิจไหนบ้าง  อุตสาหกรรมไหนที่เต็มไปด้วยผู้เล่นที่อยู่มาเป็นร้อยปี ไปดูในตลาดหลักทรัพย์ว่าภาคธุรกิจไหนกำไรมากที่สุด ผู้เล่นแต่ละรายมีกำไรเป็นหมื่นๆ ล้าน ผู้บริหารก็ใกล้จะเกษียณกันอยู่แล้ว และผู้ใช้มีความรู้สึกว่าไปใช้สินค้าหรือบริการจากบริษัทนี้แล้วรู้สึกไม่พอใจ  สตาร์ทอัพเกิดจากแรงบันดาลใจที่จะเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ให้ดีขึ้น เขาต้องเปลี่ยนอะไรบางอย่างที่ไร้ประสิทธิภาพในอุตสาหกรรม ผู้เล่นที่มีอยู่แล้วก็กำไรเยอะ ผู้บริหารที่มีอยู่ก็อาจจะไม่เข้าใจอะไรมาก ก็ไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะอีกไม่นานก็เกษียณแล้ว ไม่อยากเสี่ยง เราก็ไปสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนผู้เล่นรายเดิมของอุตสาหกรรมที่ไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งนั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของสตาร์ทอัพ

 

คุณณัฐวุฒิย้ำอีกว่าเมื่อได้โมเดลธุรกิจที่ต้องการทำแล้ว สิ่งที่สตาร์ทอัพต้องมีก็คือ “ความเชื่อ” ที่เป็นเรื่องสำคัญมากทั้งต่อการพาธุรกิจให้เดินหน้าต่อไป ทุกอย่างเกิดจากความเชื่อ เพราะฉะนั้นก่อนจะออกไปพูดให้นักลงทุนเชื่อแล้วยอมเอาเงิน
มาลงทุนในบริษัทได้นั้น ถ้าเราไม่เชื่อในระดับหมดใจว่าสิ่งที่เราอยากทำหรือที่กำลังทำอยู่นั้นจะเป็นไปได้  ก็จะเป็นเรื่องยากมากที่จะไปสื่อสารกับนักลงทุน หรือคนข้างนอกให้เข้าใจว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่เรากำลังจะทำมันเป็นไปได้จริงๆ

 

เรามีโอกาสฟังสตาร์ทอัพหลายๆ รายมาพรีเซนต์ เราก็จะเห็นว่าสตาร์ทอัพหลายๆ รายคิดแปลกมาก ซึ่งเราเองก็ยังสงสัยว่าจะทำได้จริงเหรอ แต่ถ้าเราลองมองย้อนกลับไป ใครจะคิดว่าว่าอูเบอร์ หรือแกรบแท็กซี่จะเกิดได้จากการเอารถชาวบ้านมารับส่งผู้โดยสาร  หรือแม้แต่แนวคิดของการเอาบ้านคนอื่นมาแบ่งให้คนเช่า  ซึ่งเชื่อว่าคนที่ได้ฟังแนวคิดนี้ตอนแรกก็คงรู้สึกสงสัยอยู่ในใจว่าจะเป็นไปได้ยังไง แต่ท้ายที่สุดก็สามารถทำได้อย่างที่เห็น เพราะฉะนั้นคนที่จะเชื่อคนแรกก็คือผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ ที่ต้องเชื่อว่าตัวเองสามารถทำได้ พอเชื่อมั่นแล้วจะมีนักลงทุนเอาเงินทุนมาลง

Leave a Reply

Top