You are here
Home > Top Story > เมื่อการขุด BitCoin ส่งผลถึงภาวะโลกร้อน!!!???

เมื่อการขุด BitCoin ส่งผลถึงภาวะโลกร้อน!!!???

  • Krungsri KMA

เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีบล็อกเชน  (Blockchain) หลายคนอาจรู้จักดี  ทว่ายังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ทราบว่า  แท้จริงแล้วมันคืออะไรและมีผลกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อมกับเราอย่างไรบ้าง  หากคุณเป็นคนหนึ่งยังไม่รู้  เรามาหาคำตอบนี้ด้วยกัน

shutterstock_499737247

พูดให้เข้าใจกันง่าย ๆ  blockchain  ก็คือเทคโนโลยีฐานข้อมูล ซึ่งเงินดิจิทัล หรือ  cryptocurrencies เช่น Bitcoin และ Ethereum ถูกเก็บบันทึกไว้   นับตั้งแต่มีการเปิดตัวเทคโนโลยีนี้  มันได้พลิกโฉมการดำเนินการของหลายอุตสาหกรรมและได้ถูกนำมาผนวกเข้ากับชำระเงินและการดำเนินธุรกรรมต่าง ๆของธนาคาร  ข้อเสียของระบบนี้ก็คือ หลายคนยังไม่ได้ตระหนักถึงผลกระทบเชิงลบที่เทคโนโลยีนี้มีต่อภาวะโลกร้อน ในงานวิจัยเมื่อเดือนธันวาคมปี 2017 โดยเว็บไซต์ cryptocurrency ที่รู้จักกันในชื่อ Digiconomics พบว่าการขุดบิตคอยน์ในทั่วโลกนั้น ใช้พลังงานมากกว่าพลังงานที่ใช้ในประเทศเซอร์เบียทั้งหมด  ไม่เพียงเท่านั้น  Eric Holthaus นักเขียนจากแม็กกาซีนออนไลน์  Grist คาดการณ์ว่าภายในเดือนกรกฎาคมปี 2019 เครือข่าย Bitcoin แบบ peer-to-peer เช่น BitTorrent จะต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามากกว่าปริมาณที่ใช้ในสหรัฐอเมริกาทั้งหมดเสียอีก  และภายในเดือนพฤศจิกายนปี 2020 พวกเขาจะต้องใช้ไฟฟ้า มากกว่าปริมาณที่ทั่วโลกต้องการในวันนี้ ผลก็คือ Bitcoin จะก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 17.7 ล้านตันต่อปี  ซึ่งถ้าคิดให้ดี ๆ มันจะเป็น “จุดจบ”  สำหรับสภาพภูมิอากาศของโลก  ป่าไม้  และแนวชายฝั่งในปีต่อ ๆ ไป แต่หากจะมองในแง่ดีมันก็ยังมีวิธีแก้ปัญหา  และนั่นคือ TIM blockChain

 

TIM จะช่วยลดผลกระทบของ Blockchain ต่อภาวะโลกร้อนได้อย่างไร

ถัดจากยุคของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแล้ว  มันคือ ยุคของโลกไอที และแม้ว่าเทคโนโลยีคลาวด์จะถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายแล้ว  แต่ยังคงมีการประมวลผลและการรับส่งข้อมูลจำนวนมากที่ดำเนินการโดยใช้การโอนข้อมูลข้ามทวีปผ่านโหนดต่าง ๆ ในเส้นทางข้อมูล  ทว่า  TIM blockchain ทำงานได้ดีกว่านั้น TIM blockchain จะสร้างเครือข่ายแบบ peer-to-peer ซึ่งสมาชิกสามารถเผยแพร่และใช้บริการได้ โดยการให้แบนด์วิดท์สูงและเรียกการใช้งานแบบเฉพาะที่จากการออกแบบเครือข่ายในรูปแบบ  Multigraph ของ TIM blockchain ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าไม่ใช่ธุรกรรมทุกรายการจะถูกส่งไปยังแต่ละโหนดทั่วทั้งโลก  การทำเช่นนี้ทำให้ลดการซ้ำซ้อนของข้อมูล  เส้นทางสัญจรของข้อมูล  และอัตราการใช้ข้อมูล ซึ่งมีผลกระทบในเชิงบวกอย่างมากต่อสิ่งแวดล้อมของโลก 

 

ข้อสรุป

Bitcoin คือผู้บุกเบิกเทคโนโลยี blockchain และเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด  สามารถเป็นเจ้าของได้ด้วยการแลกเปลี่ยนหรือการยืนยันธุรกรรมหรือการโอนบิตคอยน์ (การขุดบิตคอยน์)  และคาดว่าจะมีผลกระทบในทางลบต่อสิ่งแวดล้อม แม้ว่าเทคโนโลยีคลาวด์จะถูกนำมาใช้ แต่ก็ยังไม่ได้ลดผลกระทบนี้เท่าไหร่ แต่ด้วยการออกแบบเครือข่ายในลักษณะ Multigraph ของ TIM blockchain ผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนจะลดลงได้อย่างมาก

ที่มา: https://www.techbullion.com/the-blockchain-technology-and-its-impact-on-global-warming/

Leave a Reply

Top