You are here
Home > Top Story > Alibaba กับการลงทุนไทย…?

Alibaba กับการลงทุนไทย…?

  • Krungsri KMA

นอกเหนือจากเรื่องราวของทุเรียนที่กำลังฟีเวอร์อยู่ในขณะนี้ หนึ่งในการลงทุนสำคัญของ Alibaba ที่มีพร้อมกับการมาของแจ็ก หม่า คือการเข้ามาลงทุนใน E-Commerce Park ในเขต EEC เป็นเงินนับหมื่นล้านบาท และสนับสนุนผู้ประกอบไทย รวมไปถึงการท่องเที่ยวไทยไปจีน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก คงไม่มีนักธุรกิจไทยคนไหน ที่จะกล้าทุ่มเงินนับหมื่นๆ ล้าน มาลงทุนได้แบบนี้ (แต่ก็มีกลุ่ม Central และ JD.com จากจีน ที่กำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้) เม็ดเงินเหล่านี้จะเป็นการสร้าง “โครงสร้าง” พื้นฐานด้านการทำการค้าออนไลน์ ของกลุ่ม Alibaba ที่ยังสามารถขยายออกไปยังในกลุ่ม CLMV ได้อีกด้วย สิ่งที่กังวลกับการมาของ Alibaba ในการลงทุนในไทยเป็นหมื่นๆ ล้าน

Jack Ma (1)2
1. ผู้ประกอบการไทยเตรียมตัวปรับตัวหนีตาย.!
การสร้าง E-Commerce Park เป็นการลงทุน “การสร้างการเชื่อมต่อกับจีน” โดยสินค้าไทย จะสามารถส่งออกไปจีนได้ง่ายสะดวกขึ้น และเช่นกัน “สินค้าจีนก็จะไหลเข้าไทยได้มากขึ้น สะดวกขึ้นได้เช่นเดียวกัน” โดยเฉพาะตอนนี้คนไทยหลายๆ คนนิยมซื้อสินค้าผ่านทาง Lazada และทาง Lazada เองก็กำลังพลักดัน Taobao Colletion หรือสินค้าจากจีนโดยตรง ที่ราคาถูกกว่า สินค้าของผู้ประกอบการไทยมากๆ และเมื่อสั่งซื้อ สินค้าเหล่านี้ก็จะเหาะมาจากโรงงานในจีน ตรงไปยังบ้านของผู้ซื้อคนไทยทันที โดยที่ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง หรือ บริษัทตัวแทนนำเข้าอีกต่อไป ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าที่นำเข้าสินค้าจากจีนเตรียมเปลี่ยนงานได้ รวมไปถึง SMEs และผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ที่ตรงกับกลุ่มที่สินค้าจีนเข้ามาผ่านทาง Lazada (Alibaba) เตรียมตัวปรับตัว ซึ่งในระยะยาว ผู้ประกอบการที่ไม่สามารถปรับตัว หรือต่อสู้ได้ก็ต้องล้มหายตายจากไปเพราะต้นทุนและราคาสินค้าอาจจะต่อสู้กับสินค้าจีนที่เข้ามาไม่ได้เลย เพราะสินค้าที่มาจากจีนโดยตรง จะมีราคาถูกกว่ามากๆ เพราะขายจากโรงงานโดยตรง และแน่นอน ปริมาณสินค้าจีนที่เข้าประเทศไทยจะมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะกระทบหลายๆ อย่างเช่น ธุรกิจต้องปิดตัว และอัตราการจ้างงาน ก็อาจจะลดน้อยลงไป กระทบกับเศรษฐกิจในระยะยาว แต่การเกิดจะค่อยๆ เกิดขึ้นกับ กลุ่มสินค้าและอุตสาหกรรมที่สินค้านิยมขายออนไลน์ อย่าง สินค้าแฟชั่น Gadget สินค้าต่างๆ

2.ตลาดค้าปลีก ห้างสรรพสินค้าเตรียมตัวรับผลกระทบ
ด้วยพฤติกรรมคนไทยจะซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะสะดวกกว่า ราคาถูกกว่า จะทำให้ไปกระทบกับสินค้าในห้างสรรพสินค้า หรือตามตลาดนัดต่างๆ โดยตอนนี้เริ่มกระทบแล้วกับกลุ่มสินค้า นาฬิกา เครื่องสำอางค์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มือถือ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่เป็นกลุ่มสินค้าที่คนนิยมซื้อทางออนไลน์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนก็จะกระทบกับบรรดาธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ และการกระทบนี้ จะขยายวงออกไปยังสินค้าในกลุ่มมากขึ้นเรื่อย หากคุณนึกไม่ออกว่าจะกระทบขนาดไหน ให้มองดู Amazon เว็บ E-Commerce เบอร์หนึ่งของตลาดอเมริกาที่กำลังไล่ทุบ และกระทืบธุรกิจห้างสรรพสินค้า และร้านค้ามากมายที่ต้องปิดตัวลงไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับไทยแน่ๆ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

3. การผูกขาดของผู้ให้บริการรายใหญ่รายเดียว
ผู้ที่จะชนะในเกมส์นี้จะมีแค่เบอร์ 1 กับ เบอร์ 2 ไม่สามารถมีพื้นที่ให้กับเบอร์ 3 ลงไป ดังนั้น“การผูกขาด” ของธุรกิจการค้าออนไลน์จะเกิดขึ้นแน่ๆ เพราะผู้ที่เข้ามาลงทุนก่อน ด้วยจำนวนเงินมหาศาลแบบที่ธุรกิจไทยแทบจะลงทุนแบบนี้ไม่ได้ ทำให้ Alibaba มีความได้เปรียบกว่า คนที่เข้ามาทีหลัง และยิ่งมีการลงทุนด้าน Infrastructure ไปก่อนจะยิ่งทำให้มีความได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ อย่างมาก หัวใจและความสำคัญของธุรกิจ E-Commerce คือ การเก็บและจัดส่งสินค้า (Warehouse & Fulfilment) ซึ่งตอนนี้ทาง Alibaba กำลังเร่งลงทุนอย่างมากในขณะนี้

4. แบงค์และขนส่ง รวมไปถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ โดนกระทบกันเป็นลูกโซ่แน่

สังเกตุดีๆ การลงทุนของกลุ่มจีน ไม่ว่าจะเป็น Alibaba หรือ JD.com นอกเหนือการลงทุนด้าน E-Commerce เค้ายังลงทุนในธุรกิจด้านการเงิน (Financial) ซึ่งด้วยข้อมูลอันมหาศาล (Big Data) จากการซื้อสินค้าของผู้ซื้อ และร้านค้า ทำให้เค้าสามารถนำเสนอบริการทางการเงิน อย่างเงินฝาก เงินกู้ หรือบริการประกันภัย ประกันชีวิต ออกไปยังกลุ่มลูกค้าได้แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากกว่าธนาคารอย่างมาก เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ประเทศจีนแล้วที่ Alipay กำลังโหมกระหน่ำสู้กับแบงค์และวงการการเงินในประเทศจีน นี้แหละทำไมแบงค์ชาติถึงยอมให้ธนาคารไทย หันมาทำ E-Marketplace ได้ด้วย เพราะเริ่มเห็นแล้วว่ายักษ์ใหญ่จากจีนกำลังมาแล้ว และมาแบบครบวงจร เลยอนุญาติให้ธนาคารไทยปรับตัวสู้ รวมไปถึงธุรกิจการขนส่งที่ทางกลุ่ม Alibaba มีบริษัท Cainiao บริษัทด้านขนส่งขนาดใหญ่ของจีน ที่จะขยายเข้ามาในไทยอีกด้วย ซึ่งแน่นอนตรงนี้จะกระทบกับผู้ให้บริการขนส่งของไทยอย่างไปรษณีย์ไทยอย่างแน่นอน ทั้งหมดนี้จะกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการมาของกลุ่ม Alibaba คือมาทั้งกลุ่มธุรกิจ และสร้างให้เกิดระบบนิเวศ (ECO-System) ของเค้าเองโดยลูกค้าไม่ต้องหลุดออกไปไหน ไม่ใช่มีแต่ข้อไม่ดี การมาของ Alibaba ก็มีข้อดีเช่นเดียวกัน อย่างที่รัฐไทยมองเห็นอยู่ได้แก่
ข้อดีของการลงทุนของ Alibaba
– กระตุ้นให้ E-Commerce ของไทยเติบโตมากขึ้น
– มีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในประเทศ จำนวนมาก
– ไทยจะเป็นศูนย์กลางด้านการกระจายสินค้าใน CLMV
– สินค้าไทยจะมีโอกาสออกไปจีนได้ง่ายมากขึ้น
– มีการพัฒนาผู้ประกอบการไทย (ส่วนหนึ่ง) ให้เก่งมากขึ้น

Made in Internet หรือ Made in China?
แจ๊ก หม่าพยายามจะยกคำว่า “Made in Internet” ก็คือสินค้านี้มาจาก Internet แทนการใช้คำว่า Made in China เพราะสินค้าทั้งหมดต่อไปส่วนใหญ่ก็จะเป็นสินค้ามาจากจีน และเหาะออกจากประเทศผ่านอินเทอร์เน็ตได้ไม่ยาก แต่หากจะพูดว่า Made in China ก็ทำให้ดูจีนได้เปรียบดุลการค้าหลายๆ ประเทศทั่วโลก ดังนั้นการเปลี่ยนไปใช้คำว่า “Made in Internet” มันก็จะทำให้การขายสินค้าจากจีน ดูเป็นกลางมากขึ้น ไม่ไปเอาเปรียบใคร (แต่จริงๆ แล้วก็ของจีนหมดแหละ)

ความแตกต่างของนักลงทุนจีน กับนักลงทุนญี่ปุ่น ?
เมื่อลองมาวิเคราะห์การลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่น และจีน จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันมากๆ โดยนักลงทุนญี่ปุ่น จะเป็นการมาสร้างโรงงาน สร้างกำลังการผลิต จัดจ้างแรงงานของไทย ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต ส่งสินค้าออกจากไทยไปทั่วโลก ซึ่งการลงทุนแบบนี้ ประเทศจะได้ผลประโยชน์อย่างมาก แต่ในขณะเดียวกัน การลงทุนของประเทศจีน ส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน Infrastructure การขนส่ง การเก็บสินค้า โดยเป้าหมายเพื่อ “ขนสินค้าจากจีนเข้ามาในไทยได้สะดวกมากขึ้น” แทนที่จะมาลงทุนสรัางโรงงานและจัดจ้างแรงงานคน เพราะสินค้าจากจีนมีความได้เปรียบเรื่องราคาและต้นทุนกว่ามาก ดังนั้นทั้งสองประเทศมีการรูปแบบการลงทุนที่แตกต่างกันมาก และผลประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับ ก็ต่างกันจริงๆ

รัฐไทยต้องศึกษาให้ดี ให้ครบทุกๆ ด้านและสนับสนุน E-Commerce ไทยบ้าง ?
ตอนนี้ดูแล้วรัฐไทย ดูเหมือนจะรักนักลงทุนต่างชาติซะเหลือเกิน เปิดและสนับสนุน Alibaba ซะออกนอกหน้ามากๆ ก็เข้าใจอยู่ที่เค้าเอาเงินมาหมื่นๆ มาลงทุนในประเทศไทย แต่อยากให้รัฐศึกษาให้รอบๆ ด้าน ไม่ใช่ดูแต่ด้านเดียว ด้านที่เค้าบอกว่า เค้าจะเอาสินค้าไทยไปขายจีน พัฒนาผู้ประกอบการไทย แต่สิ่งเค้าพูดเป็นเหมือนความจริงด้านเดียว (Half Truth) เพราะในทางกลับกัน เค้าเองก็อยากจะช่วยนักธุรกิจจีน นำสินค้าจีนออกไปบุกทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ดังนั้นสิ่งที่รัฐต้องศึกษาเช่น ประมาณจำนวนสินค้าของจีนที่ไหลเข้ามาในไทยผ่านทางออนไลน์ เติบโตขึ้นเท่าไร และผลกระทบการเข้ามาสินค้าจีนทางออนไลน์จะกระทบกับธุรกิจไทยในรูปแบบไหน ใครจะได้รับผลกระทบ

 

อยากให้รัฐคุยกับเค้าในเรื่องการส่งสินค้าไทยออกไปเยอะๆ แต่ต้องระวังการนำสินค้าเข้าประเทศให้มากๆ ซึ่งอนาคตไทยจะเสียดุลการค้ากับจีนอย่างหนักแน่ๆ และที่สำคัญคือ มันจะกระทบกับธุรกิจของไทยอยากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ที่เขียนมายาวขนาดนี้ไม่ได้ต่อต้านการมาของ Alibaba แต่อยากให้เห็นความจริงอีกด้านมันอาจจะถูกหรือผิด เราก็ต้องดูกันต่อไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนคือ พฤติกรรมคนไทยจะซื้อของออนไลน์เพิ่มขึ้นแน่ๆ และธุรกิจไทยจะปรับตัวอย่างไร เช่นเดียวกันรัฐไทยเองก็ต้องสนับสนุน E-Commerce ท้องถิ่นของไทยที่ตอนนี้ล้มหายตายจากไปเกือบหมดแล้ว เพราะไม่สามารถต่อสู้กับยักษ์ใหญ่ได้ และตอนนี้คณะกรรมการ E-Commerce ของชาติที่รวบรวมองค์กรรัฐต่างๆ รวมไปถึงเอกชนที่จัดตั้งขึ้นมาก็ดูจะเงียบและไม่ทำอะไรกันเลย เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่อง E-Commerce ของไทยก็มีหลายหน่วยงานซะเหลือเกิน จนเกิดการทำงานซ้ำซ้อนกัน หน่วยงานที่เหมาะสม ที่มีคน มีทรัพยากรที่จะมาพลักดันเรื่องนี้ กลับไม่ได้เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง แต่งานนี้ดันกลับไปอยู่กับหน่วยงานที่คนและทรัพยากร ที่ยังไม่ค่อยเข้าใจด้าน e-commerce มาผลักดัน
source :

facebook.com/koishi.katakawa

Thai SMEs Exporter Association(TSEA)

Leave a Reply

Top