You are here
Home > Top Story > กฏหมายดิจิทัลของไทยช่วยสร้างบรรทัดฐานการดูแล ปูทางการเติบโตในระยะยาว ไม่กระทบการระดมทุนใหม่ๆ

กฏหมายดิจิทัลของไทยช่วยสร้างบรรทัดฐานการดูแล ปูทางการเติบโตในระยะยาว ไม่กระทบการระดมทุนใหม่ๆ

  • Krungsri KMA

ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่สร้างความชัดเจนทางกฎหมายให้กับสินทรัพย์ดิจิทัล โดยทั้งจำแนกชนิดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสองชนิด คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) และโทเคนดิจิทัล (Token Digital)

shutterstock_1090760465

โดยมีความแตกต่างสำคัญคือ สินทรัพย์ดิจิทัลชนิดแรกจะถูกสร้างขึ้นไว้แลกเปลี่ยนกับสินค้าและบริการในลักษณะเดียวกับเงินตราทั่วไป หรือทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนนั่นเอง ในขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัลชนิดที่สอง หรือโทเคนดิจิทัล ถูกสร้างมาเพื่อตอบวัตถุประสงค์ด้านการร่วมลงทุนในโครงการ/กิจการ และให้ได้มาซึ่งสินค้า/บริการ/สิทธิอื่นใด ตามที่ ก.ล.ต.กำหนด โดยมีการระบุไว้ชัดเจนว่าทั้งคริปโทเคอเรนซีและโทเคนดิจิทัลตามที่กำหนด ไม่ใช่หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (มาตรา 5)

และแบ่งธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไว้ 4 ประเภท ที่ครอบคลุมผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศน์ของสินทรัพย์ดิจิทัล ได้แก่

1) ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (ซึ่งเปรียบเสมือนตลาดกลาง เพื่อแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล)
2) นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล 
3) ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล (ซึ่งเป็นบุคคลที่ทำหน้าที่คล้ายศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ดำเนินการซื้อขายจริงนอกศูนย์ดังกล่าว)
4) กิจการอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศตามข้อเสนอของก.ล.ต.
ดูแลนักลงทุนรายย่อย
กฎหมายย้ำเจตนารมณ์ในการดูแลนักลงทุนรายย่อย ควบคู่กับการส่งเสริมบทบาทความรับผิดชอบของผู้ประกอบการในธุรกิจ โดยที่มาตราทั้งหมด กำหนดให้บริษัทที่จะเสนอขายโทเคนดิจิทัลที่ออกใหม่ต่อประชาชน (การจะออก ICO) ต้องทำตามข้อบังคับจาก ก.ล.ต. ทั้งในด้านการเสนอข้อมูลต่อนักลงทุน ด้านคุณสมบัติของกรรมการและผู้บริหารบริษัท ไปจนถึงการที่บริษัทต้องจัดส่งรายงานเกี่ยวกับผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของบริษัท ซึ่งทั้งหมดนี้ หากไม่ประพฤติตาม จะมีโทษทั้งทางอาญาและทางแพ่ง
เนื่องจากการลงทุนไม่ว่าจะช่องทางใดย่อมมีความเสี่ยง จึงจำเป็นจะต้องมีการคัดกรองให้ผู้ขายมีคุณสมบัติในระดับหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงให้นักลงทุน การที่ทางการจะตั้งกฎเกณฑ์ข้อบังคับให้ผู้เสนอขายสินทรัพย์ดิจิทัลมีภาระรับผิดชอบเช่นเดียวกับบริษัทที่จะนำหุ้นหรือตราสารหนี้ออกขายสู่ประชาชนจึงเป็นเรื่องธรรมดา และแม้ว่าการมีกฎเกณฑ์อาจจะกระทบต่อระยะเวลาที่ต้องใช้ในการออก ICO บ้าง แต่ก็ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคที่จำกัดโอกาสของธุรกิจที่มีคุณภาพ 
นอกจากกฎหมายใหม่นี้ ทางการไทยยังเดินหน้าแนวทางอื่นร่วมด้วยเพื่อพัฒนาสตาร์ทอัพ เช่นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Blockchain โดยสถาบันการเงินต่างๆ หลายแห่ง หรือโครงการ Regulatory Sandbox ของ ธปท. ซึ่งเปิดช่องทางให้บริษัทพัฒนาธุรกิจ Fintech โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Blockchain เช่น P2P Lending นอกจากนี้ ทางการไทยก็ได้ริเริ่มผลักดันช่องทางการระดมทุนใหม่ประเภทอื่นๆ เช่นตลาดหลักทรัพย์สำหรับสตาร์ทอัพ LiVE ที่จะเริ่มให้มีการซื้อขายกันในปีนี้ ทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีสมัยใหม่ของประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มที่ดี โดยที่การพัฒนาในด้านต่างๆจะเกิดขึ้นอย่างมีเสถียรภาพและความยั่งยืน
การเก็บภาษี
ส่วนประเด็นด้านภาษี ก็มีการกำหนดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้ในอัตรา 15% ของเงินได้พึงประเมิน ซึ่งคำนวณจาก 1) เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือผลประโยชน์อื่นใดในลักษณะเดียวกัน ที่ได้จากการถือหรือการครอบครองโทเคนดิจิทัล และ 2) ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนคริปโทเคอร์เรนซี หรือโทเคนดิจิทัล เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุนหรือ Capital Gain นั่นเอง ซึ่งอัตรา 15% นี้ เป็นมาตรฐานการเก็บภาษีเดียวกับกรณีตราสารหนี้ เข้าใจว่ามีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้ผู้ซื้อเน้นการลงทุนระยะยาว มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้นขณะที่ ฝั่งผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น แม้จะไม่ได้มีการระบุเป็นกฎหมายเพิ่มเติมในขณะนี้ถึงภาระภาษีที่เกี่ยวข้อง แต่ผู้ประกอบการดังกล่าว ก็มีหน้าที่ที่จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% หรือบุคคลธรรมดาตามขั้นของรายได้รวมทั้งปี ตลอดจนอาจต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ให้กับทางการด้วย อย่างไรก็ตาม ประเด็นภาษีนี้ทางการอาจมีประกาศเพิ่มเติมเพื่อสร้างความชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง
ที่มา
ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทย
อินโฟเควส

Leave a Reply

Top