You are here
Home > Technology > FinTech ไทย มาไกลถึงไหนแล้ว

FinTech ไทย มาไกลถึงไหนแล้ว

  • Krungsri KMA

ถึงวันนี้หลายท่านคงคุ้นเคยกับคำว่า FinTech (Financial Technology) หรือเทคโนโลยีทางการเงินกันมากขึ้นแล้ว ซึ่งเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น QR Code, Biometrics, Blockchain หรือ Machine Learning ได้ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

shutterstock_735743386

สำหรับประเทศไทย ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเราได้มีการพัฒนาบริการทางการเงินและการชำระเงินโดยนำเทคโนโลยีทางการเงินมาใช้อย่างต่อเนื่อง โดยจุดเริ่มต้นสำคัญคือการพัฒนา “ระบบพร้อมเพย์” เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินยุคใหม่ ที่สามารถรองรับนวัตกรรมทางการเงินที่หลากหลายได้ ด้วยความสามารถในการโอนเงินข้ามธนาคารโดยใช้เลข ID ต่าง ๆ เช่น เลขประจำตัวประชาชน หมายเลขโทรศัพท์มือถือ เลขประจำตัวนิติบุคคลและหมายเลข e-Wallet ID รวมทั้งเปิดกว้างให้ผู้ให้บริการทั้งที่เป็นสถาบันการเงินและไม่ใช่สถาบันการเงิน เช่น ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (Non-banks) สามารถเชื่อมต่อเข้ามาใช้บริการได้ส่งผลให้มีการคิดค้นบริการใหม่ ๆ ที่เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้บริการที่หลากหลาย โดยมีระบบพร้อมเพย์เป็นโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

prompt-pay-thai-e-payment-01

บริการสำคัญที่ต่อยอดบนระบบพร้อมเพย์ คือ การพัฒนามาตรฐาน QR Code เพื่อการชำระเงิน ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถชำระเงินค่าสินค้าและบริการได้สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย โดยใช้ Mobile Banking สแกน Thai Standard QR Code มาตรฐานของร้านค้าได้ทุกแห่ง ร้านค้าก็สามารถรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ได้โดยมีต้นทุนที่ต่ำลง และมีการบริหารจัดการภายในที่ดีขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีร้านค้าที่ใช้ QR Code มาตรฐานแล้วเกือบ 2 ล้านแห่งทั่วประเทศ และในเร็ว ๆ นี้ จะมีการขยายบริการ QR Code ให้สามารถตัดเงินจากบัตรเครดิตเพิ่มเติมจากการตัดเงินจากบัญชีเงินฝากได้อีกด้วยการใช้มาตรฐาน QR Code ยังได้ขยายจากภาคธุรกิจไปสู่โครงการ e-Donation ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถบริจาคเงินผ่าน Mobile Banking โดยการสแกน QR Code มาตรฐาน ซึ่งเงินจะเข้าบัญชีของหน่วยรับบริจาค เช่น วัด สถานศึกษา โรงพยาบาลหรือมูลนิธิ ทันที พร้อมกับส่งข้อมูลเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีไปยังกรมสรรพากร ทำให้ไม่ต้องกังวลกับการเก็บหลักฐานการบริจาคเพื่อประกอบการยื่นภาษี เนื่องจากมีข้อมูลในระบบแล้ว ถือเป็นการใช้ e-Payment และเทคโนโลยีทางการเงินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเสริมสร้างความโปร่งใสให้กับประเทศไทย

 

นอกจากนี้ ได้มีการริเริ่มพัฒนาบริการทางการเงินโดยใช้เทคโนโลยี Blockchain เช่น การทดลองโอนเงินระหว่างประเทศ (Cross-border fund transfer) ซึ่งอยู่ระหว่างทดสอบใน Regulatory Sandbox นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้ง Thailand Blockchain Community Initiative โดยความร่วมมือของ 14 ธนาคาร เพื่อร่วมกันคิดค้นพัฒนาบริการทางการเงินที่จะสามารถใช้ประโยชน์จากจุดเด่นของ Blockchain ร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการพัฒนาระบบโดยรวม และเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินสำหรับประเทศ สามารถต่อยอดการพัฒนาได้อีกมากในอนาคต โดยสามารถร่วมใช้งานกันได้ทั้งสถาบันการเงินและองค์กรเอกชนอื่นๆ

Thailand Blockchain Community Initiative

โดยปัจจุบันได้มีการทดลองใช้กับการให้บริการออกหนังสือค้ำประกันหรือ Letter of Guarantee เป็นลำดับแรก เทคโนโลยีที่น่าจับตามองอีกอย่างหนึ่งคือ Machine Learningซึ่งเป็นสิ่งที่มาช่วยเสริมให้การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Big Data มีประโยชน์ยิ่งขึ้น ดังจะเห็นตัวอย่างได้จากการนำ Machine Learning มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลทางเลือกใหม่ เช่น ข้อมูลจาก Social Media หรือ Platform ต่าง ๆ เพื่อการจัดทำ Credit Scoring แบบใหม่ ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในโครงการที่อยู่ระหว่างการทดสอบใน Regulatory Sandbox เพื่อประเมินความถูกต้องแม่นยำของ Model ก่อนการนำไปใช้ให้บริการเป็นการทั่วไป

 

สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับการก้าวสู่ Digital Economy อย่างแท้จริง คือ การพัฒนาระบบ e-KYC เพื่อรองรับการพิสูจน์ตัวตนของลูกค้าผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ประชาชนสามารถทำธุรกรรมทางการเงินแบบ Online ได้อย่างครบวงจร โดยได้นำเทคโนโลยี Biometrics มาใช้ เช่น การตรวจสอบลายนิ้วมือ และการใช้ Face Recognition โดยธนาคารหลายแห่งอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถยกระดับการทำธุรกรรม Online ของภาคการเงินไทยให้มีความคล่องตัวและตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

จากพัฒนาการข้างต้นจะเห็นได้ว่า การนำ FinTech มาใช้ในประเทศไทยมีความก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ให้บริการทั้งสถาบันการเงินและไม่ใช่สถาบันการเงินต่างมีความตื่นตัวที่จะคิดค้นบริการใหม่ ๆ รวมทั้งยังได้เห็นความร่วมมือในภาคสถาบันการเงินที่ชัดเจนมากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นประโยชน์กับทุกภาคส่วนช่วยเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีของการนำ FinTech มาใช้ อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป

 

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

Leave a Reply

Top