You are here
Home > Author: Article Admin

YouTube ประกาศผลวิดีโอยอดนิยม ประจำปี 2562 #YouTubeRewind2019 

เพลงลูกทุ่งยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดย 6 ใน 10 ของวิดีโอเพลงยอดนิยมเป็นวิดีโอเพลงลูกทุ่ง YouTube ประเทศไทย ประกาศผลวิดีโอยอดนิยมบน YouTube ประจำปี 2562 หรือ YouTube Rewind 2019 ที่ได้จัดลำดับความนิยมเป็นประจำทุกปี สำหรับปีนี้ วิดีโอในหมวดทั่วไปที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย ได้แก่ แกล้งแฟนหลอกผีที่โหดที่สุด!! (Kaykai&Sprite) ที่มียอดเข้าชมเกือบ 17 ล้านครั้ง จากช่อง Kaykai Salaider ซึ่งเป็นครีเอเตอร์ไทยรายแรกที่มียอดผู้ติดตามทะลุ 10 ล้านคน โดยอันดับ 2 ตกเป็นของการ์ตูนจากช่องมิกกี้เมาส์ของค่ายดิสนีย์ขวัญใจคนทุกเพศทุกวัย ที่มีชื่อตอนว่า “Our Floating Dreams” ที่เล่าเรื่องสองพี่น้องชิปมังก์พายเรือขายของในตลาดน้ำของไทย ส่วนคอมเมดี้ซิทคอม “เป็นต่อ” ตอน “นารีรำพึง” ที่ออกอากาศทางช่อง one31 ได้คว้าอันดับ 3 ไปครอง นอกจากนี้ ยังมีวิดีโอที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนติดโผ 10 อันดับด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น เหมาของหมด7-11 ครั้งแรกในชีวิต!!!…

อมาเดอุสคว้ารางวัล Top Employer 2020 เป็นปีที่ 5 ติดต่อกันในไทย จากกลยุทธ์พัฒนาบุคลากรและวัฒนธรรมองค์กรดีเด่น

 อมาเดอุส บริษัทเทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยวระดับโลก คว้ารางวัลนายจ้างดีเด่นประจำประเทศไทย Top Employer 2020 จากสถาบันด้านทรัพยากรมนุษย์ชั้นนำ Top Employers Institute สำหรับมาตรฐานการดำเนินงานเพื่อพัฒนาศักยภาพพนักงานที่โดดเด่น บุคลากรในปัจจุบันมองหางานรูปแบบใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้น ระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น โครงการฝึกอบรมทักษะต่างๆ ไปจนถึงนโยบายองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน ล้วนแต่เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการ ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันสูงเช่นนี้ บริษัทจำเป็นต้องพิจารณากลยุทธ์ในการรักษาพนักงาน เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรมีความโดดเด่น และตอบความต้องการของบุคลากรที่มีคุณภาพ อมาเดอุสให้ความสำคัญกับการพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรเพื่อดึงดูดและรักษาพนักงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัท อมาเดอุส เอเชีย จำกัด ศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ได้รับการรับรองให้เป็นสุดยอดบริษัทดีเด่นด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล (Top Employer) ของประเทศไทย จาก Top Employers Institute เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน รางวัล Top Employer มอบให้กับองค์กรที่มุ่งสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีเยี่ยมและมีแนวปฏิบัติด้านทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพและคำนึงถึงบุคลากรเป็นลำดับแรก รวมถึงมอบประสบการณ์ที่โดดเด่นผ่านการดำเนินโครงการที่สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานและบริบทปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เสริมสร้างแรงบันดาลใจ และความภาคภูมิใจที่มีต่อองค์กร นายสตีเว่น แคร์รอล ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลและวัฒนธรรมองค์กร ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อมาเดอุส กล่าวถึงความสำคัญของรางวัล Top Employer…

วิกฤตห้างค้าปลีกไทย 91% ขาดเทคโนโลยีและทักษะการใช้ข้อมูลลูกค้าเชิงลึกเพื่อสร้างรายได้ ห้างค้าปลีกทั่วโลก 85% ตั้งเป้าปี 2563 สร้างรายได้จากช่องทางใหม่ๆ

    ดันน์ฮัมบี้ เผยแพร่กรณีศึกษาหัวข้อ อนาคตของรายได้ธุรกิจห้างค้าปลีกต้องพึ่งพาข้อมูลเป็นตัวนำทาง ซึ่งเป็นผลการศึกษาที่ว่าจ้างให้ Forrester Consulting ดำเนินการและสรุปในเดือนพฤศจิกายน ปี 2019 โดยผลการศึกษาพบว่า 85% ของห้างค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกขาดความสามารถ เทคโนโลยี บุคลากร และกระบวนการต่าง ๆ ที่จำเป็นในการนำข้อมูลเชิงลึกของลูกค้ามาใช้เพื่อสร้างรายได้และเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า ซึ่งมูลค่าตลาดรวมทั่วโลกของธุรกิจนี้มีมูลค่าสูงถึง 5.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับประเทศไทยตัวเลขนี้พุ่งสูงถึง 91% แม้จะมีอุปสรรคต่าง ๆ ที่เห็นได้ชัด แต่ห้างค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกส่วนใหญ่ (85%) ต่างมองว่าการสร้างรายรับที่เพิ่มขึ้นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในปี 2563 และวางแผนที่เพิ่มรายรับด้วยการปรับปรุงการใช้ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าที่ตัวเองมีอยู่เพื่อพัฒนากลยุทธ์ด้านลูกค้า (84%) และเพื่อใช้ในการตัดสินใจสำคัญด้านธุรกิจ (82%)   “ธุรกิจค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกต่างฝ่าฟันเพื่อความอยู่รอดกับการแข่งขันที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งจากร้านค้าที่เน้นขายของราคาถูก ธุรกิจที่เน้นสินค้าและบริการเฉพาะอย่าง และคู่แข่งรูปแบบใหม่อื่น ๆ ในขณะที่ต้นทุนในการทำธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นยิ่งบีบให้กำไรที่น้อยมากอยู่แล้วถูกลดทอนให้น้อยลงไปอีก” เดวิด เคลเมนท์ส์ ผู้อำนวยการฝ่ายค้าปลีกทั่วโลกของดันน์ฮัมบี้กล่าว “เราจัดทำกรณีศึกษาฉบับนี้เพื่อจะได้เข้าใจให้ถ่องแท้ว่าเพราะเหตุใดผู้ค้าปลีกจำนวนมากจึงไม่ได้รับประโยชน์จากช่องทางการหารายได้ใหม่ ๆ ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถปรับปรุงประสบการณ์ในการซื้อสินค้าที่ดีขึ้นให้แก่ลูกค้าของพวกเขา เราเชื่อว่าผลการศึกษาที่ได้ในครั้งนี้ จะเน้นให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญมากขึ้นของการนำข้อมูลลูกค้ามาวิเคราะห์เพื่อช่วยสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน”   จากรายงานผลการศึกษาของ Forrester How Customer…

กลุ่มบริษัทพัทยาฟู้ด ขับเคลื่อนการขยายตัวสู่ตลาดโลกด้วยเทคโนโลยีของอินฟอร์

    ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารทะเลของไทย เพิ่มความคล่องตัวในการผลิตและจัดจำหน่ายด้วย Infor CloudSuite F&B   อินฟอร์ (Infor) หนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านซอฟต์แวร์ระบบคลาวด์สำหรับธุรกิจที่ออกแบบอย่างเฉพาะเจาะจงให้กับแต่ละอุตสาหกรรม ประกาศพิธีลงนามร่วมกับกลุ่มบริษัทพัทยาฟู้ด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารทะเลของประเทศไทย ในการร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อก้าวเข้าสู่การใช้แผนงานระบบดิจิทัล ทั้งนี้ยักษ์ใหญ่ด้านผลิตภัณฑ์อาหารจะใช้โซลูชัน Infor CloudSuite Food & Beverage (F&B), Infor OS และ Infor Birst กับทุกบริษัทในเครือเพื่อช่วยเร่งการเติบโตของธุรกิจ และผลักดันการขยายตัวของกลุ่มพัทยาฟู้ดเข้าสู่ตลาดโลก โซลูชันนี้จะดำเนินการโดยบริษัท ลอว์สัน ซอฟต์แวร์ ที่เป็นพันธมิตรด้านช่องทางการจัดจำหน่ายของอินฟอร์   กลุ่มบริษัทพัทยาฟู้ด เป็นผู้นำในการผลิตและจัดจำหน่ายอาหารทะเลที่เติบโตอย่างมั่นคงในประเทศไทย โดยมีหลักการว่าคุณภาพที่สม่ำเสมอนำมาซึ่งความสำเร็จ และด้วยความมุ่งมั่นนี้นำมาซึ่งการยอมรับในระดับสากล กลุ่มพัทยาฟู้ดมีความภูมิใจที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีที่สุดเพื่อผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่เป็นแบรนด์ของกลุ่มบริษัทพัทยาฟู้ด เช่น นอติลุส, ซีคราวน์, มงกุฎทะเล และรีกาลอส หรือกลุ่มสินค้าที่เรารับจ้างผลิต (OEM)   เมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ กลุ่มบริษัทพัทยาฟู้ดจะสามารถปรับปรุงการดำเนินงานด้านการผลิตและจัดจำหน่าย เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการสินค้าคงคลัง และซัพพลายเชนได้ด้วยระบบการวิเคราะห์อัจฉริยะยุคใหม่ บริษัทฯ จะมีโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการวงจรอายุผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่โรงงานผลิตไปจนถึงชั้นวางสินค้าของสินค้าทุกแบรนด์ในหลายภูมิภาค ด้วยโซลูชันแบบรวมศูนย์ การนำเทคโนโลยีและโซลูชันดังกล่าวข้างต้นมาใช้จะช่วยสร้างมาตรฐาน และรักษาไว้ซึ่งข้อกำหนดด้านอาหารในทวีปเอเชียไปพร้อม ๆ กันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขยายตัวเข้าสู่ตลาดโลก   คุณวิชิต อะนะเทพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พัทยาฟู้ดอินดัสตรี…

เอ็นทีที เปิดบริการคลาวด์ในประเทศไทยเต็มรูปแบบ

  ติดสปีดคลาวด์ระดับองค์กร บนแพลทฟอร์มระดับพรีเมียมที่ได้รับการรับรองจาก SAP พร้อมรองรับการใช้งานระบบ SAP HANA®, ศูนย์บริการข้อมูล และแอพพลิเคชั่นอัจฉริยะด้วยการบริหารจัดการแบบอัตโนมัติ   บริษัท เอ็นทีที จำกัด (NTT Ltd.) ผู้ให้บริการเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ประกาศพร้อมเปิดให้บริการคลาวด์ในประเทศไทยเพื่อเพิ่มความคล่องตัวและความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการข้อมูลบนคลาวด์ได้อย่างปลอดภัย พร้อมรองรับการทำงานของแอพพลิเคชั่นคลาวด์บนแพลทฟอร์มไฮบริดคลาวด์ได้หลากหลาย (hybrid-multi cloud)  และสามารถทำงานร่วมกับผู้ให้บริการคลาวด์ในระดับโลก  ด้วยมาตรฐานแพลตฟอร์มบนคลาวด์ของเอ็นทีที ที่ได้รับการรับรองจาก SAP พร้อมตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าองค์กรได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน แพลทฟอร์ม รวมไปถึงแอพพลิเคชั่นอย่าง SAP HANA®   บริการคลาวด์ของ NTT ยังเป็นแพลตฟอร์มสำหรับแอพพลิเคชันในระดับองค์กรที่สำคัญ เช่น ศูนย์บริการข้อมูล (contact centre) และแอพพลิเคชั่นอัจฉริยะในอนาคต เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล,  AI และ IoT เป็นต้น   บริการดังกล่าวมาพร้อมกับการบริหารจัดการอัตโนมัติเต็มรูปแบบเพื่อลดความซับซ้อนของการดำเนินงานและเพิ่มความปลอดภัยระดับสูงภายใต้มาตรฐานการควบคุมความปลอดภัยบนคลาวด์ (CSA-STAR) โดย NTT พร้อมให้บริการเต็มรูปแบบเพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้งานบนคลาวด์ได้อย่างราบรื่น ด้วยบริการให้คำปรึกษา บริการย้ายข้อมูลบนคลาวด์ (migration service) และการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศและจากทั่วโลก   นอกจากนี้บริการคลาวด์ของเรายังผสานการทำงานร่วมกับศูนย์ข้อมูล Thailand Bangkok 2 Data Center  หรือ “NexcenterTM”  ที่เป็นมาตรฐานบริการและความปลอดภัยของเอ็นทีที และยังได้รับมาตรฐานการจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (ISO 27001), มาตรฐานสำหรับศูนย์ข้อมูลเพื่อความปลอดภัยข้อมูลสารสนเทศจากการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ (PCI DSS) และรายงานผลการรับรองเกี่ยวกับการควบคุมการให้บริการในองค์กร (SOC) รวมถึงมาตรฐานการจัดการระบบพลังงานด้วยมาตรฐานสากล Energy Management System หรือ ISO 50001 ในการบริหารจัดการพลังงานภายในศูนย์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ   นายสุทัศน์ คงดำรงเกียรติ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำประเทศไทย กัมพูชา เมียนมาร์ และลาว บริษัท เอ็นทีที จำกัด กล่าวว่า ผู้ประกอบการในปัจจุบันกำลังใช้แอพพลิเคชั่นที่หลากหลายพร้อมกับเก็บข้อมูลจำนวนมากในแพลตฟอร์มต่างๆ การใช้บริการคลาวด์ถือเป็นตัวเลือกที่ช่วยให้พวกเขาตอบสนองความต้องการในการทำธุรกิจในยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ   สำหรับการให้บริการคลาวด์ เรามุ่งไปยังองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งในภาคการเงิน ธนาคาร ภาคอุตสาหกรรม ผู้ให้บริการศูนย์บริการข้อมูล…

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พัฒนา ‘Smart Connected Healthcare’ มุ่งสู่การเป็นโรงเรียนแพทย์ดิจิทัลระดับสากล วางใจใช้ “Intelligent Video Collaboration” ของซิสโก้ รองรับการแพทย์ยุคดิจิทัล และยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลเฮลท์แคร์ (Digital Healthcare Experience)

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พัฒนา ‘Smart Connected Healthcare’ มุ่งสู่การเป็นโรงเรียนแพทย์ดิจิทัลระดับสากล วางใจใช้ “Intelligent Video Collaboration” ของซิสโก้ รองรับการแพทย์ยุคดิจิทัล และยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลเฮลท์แคร์ (Digital Healthcare Experience)     คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันการแพทย์ชั้นนำระดับมาตรฐานสากล พัฒนา ‘Smart Connected Healthcare’ ผ่าน “ศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีแพทยศาสตรศึกษา (Medical Technology Education Center – MTEC)” เพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนด้านเทคโนโลยีการศึกษาทางการแพทย์ให้กับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มุ่งสู่การเป็นโรงเรียนแพทย์ดิจิทัลระดับสากล ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการแพทย์ที่ค่าใช้จ่ายไม่สูงมากแต่มีคุณภาพระดับสูง ขณะที่การบริการยังถูกจำกัดอยู่ในเขตเมืองใหญ่ และมีความต้องการทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนงานการศึกษา การวิจัย และการบริการสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงได้ติดตั้งโซลูชั่นต่าง ๆ ภายในศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีแพทยศาสตรศึกษา ซึ่งประกอบด้วย: Tele-education: การเรียนรู้และการเรียนการสอนทางไกลผ่านระบบจัดการสื่อดิจิทัล (Digital Media Information Technology) ระบบการเรียนการสอนทางไกล รองรับการจัดการเรียนการสอนทางการแพทย์อย่างครบวงจร เพื่อให้นักศึกษาแพทย์ทุกคนสามารถเข้าถึงเนื้อหา บทเรียน ประสบการณ์ในการวินิจฉัยโรค และการผ่าตัดที่มีความซับซ้อนได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม Tele-medicine: ระบบแพทย์ทางไกล และการปรึกษาอาการเจ็บป่วยทางไกลกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจากโรงพยาบาลศูนย์ ผ่านระบบวิดีโอคอลล์ที่มีประสิทธิภาพสูงทั้งการเห็นและการได้ยิน เสมือนได้ปรึกษากับแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยตรง โดยที่ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปโรงพยาบาลเอง ซึ่งช่วยประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แต่ยังได้รับการวินิจฉัยที่แม่นยำ Tele-training / Tele-…

ฟูจิตสึ ผู้นำตลาดสแกนเนอร์ระดับโลก เปิดตัว fi-800R สแกนเนอร์อเนกประสงค์ขนาดกะทัดรัดสำหรับงานออฟฟิศ

บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวสแกนเนอร์อเนกประสงค์ขนาด A4 รุ่น fi-800R สำหรับการใช้งานในออฟฟิศ โดยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์ fi Series*1 คุณพรชัย พงศ์เอนกกุล ผู้อำนวยการฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพันธมิตรธุรกิจ กลุ่มธุรกิจดิจิทัลโซลูชั่น บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฟูจิตสึเป็นผู้นำตลาดสแกนเนอร์ทั่วโลกมานาน ราวหนึ่งทศวรรษ*2  เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมและตอบสนองความต้องการของลูกค้า และนั่นคือเหตุผลที่เราเปิดตัวสแกนเนอร์ขนาดกะทัดรัดรุ่นใหม่ fi-800R ซึ่งเป็นสแกนเนอร์ที่มีขนาดเล็กที่สุด*3 ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับตั้งวางในพื้นที่ทำงานที่จำกัด เช่น โต๊ะประชาสัมพันธ์และเคาน์เตอร์บริการ  การขยายตัวของธุรกิจการเงินแบบดิจิทัลและระบบงานอัตโนมัติที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจฟินเทค (FinTech) ส่งผลให้ธุรกรรมเกี่ยวกับที่พักอาศัยมีปริมาณเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีนักท่องเที่ยวและผู้ย้ายถิ่นฐานเข้ามาในประเทศเพิ่มมากขึ้น และการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลในแวดวงการแพทย์และสาธารณสุขทำให้เกิดความต้องการสำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านเคาน์เตอร์บริการ  เพื่อตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว เราจึงได้พัฒนาสแกนเนอร์ขนาด A4 รุ่น fi-800R เพื่อรองรับการสแกนหนังสือเล่มเล็กและการสแกนเอกสารอย่างต่อเนื่องผ่านที่ป้อนเอกสารอัตโนมัติ (ADF)*4  นอกจากนั้น อุปกรณ์ดังกล่าวยังประกอบด้วยเทคโนโลยีสแกนเนอร์ที่ก้าวล้ำครั้งแรกของโลก*5 ซึ่งสามารถแก้ไขเอกสารที่เอียงได้ในคราวเดียว รวมไปถึงซอฟต์แวร์ที่ตรวจสอบการจัดวางแนวของเอกสารและเรียงลำดับเอกสารเพื่อการสแกนที่ง่ายดายยิ่งขึ้น  การใช้งานที่ง่ายดายแต่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพนี้จะช่วยลดภาระงานของผู้ใช้และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ลูกค้า” ฟูจิตสึยังคงครองส่วนแบ่งตลาดสแกนเนอร์ทั่วโลกมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา ตามข้อมูลส่วนแบ่งตลาดล่าสุดจาก KEYPOINT INTELLIGENCE และ infoSource คุณสมบัติที่สำคัญ ดีไซน์ประหยัดพื้นที่ รองรับการใช้งานที่หลากหลายอย่างง่ายดาย   fi-800R เป็นสแกนเนอร์ที่มีขนาดเล็กที่สุดในคลาสนี้ และได้รับการออกแบบเป็นพิเศษสำหรับการตั้งวางในทุกพื้นที่ที่มีขนาดจำกัด  สแกนเนอร์รุ่นนี้ประกอบด้วยกลไกการสแกนสองช่องทาง (Dual Path Mechanism) พร้อมด้วยฟังก์ชั่น Return Scan เหมาะสำหรับการสแกนหนังสือเดินทางและบัตรประชาชน และฟังก์ชั่น U-turn Scan สำหรับการสแกนอย่างต่อเนื่อง  สแกนเนอร์ดังกล่าวจะสลับไปใช้ช่องทางที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ โดยขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเอกสารที่ป้อนเข้าเครื่อง ผู้ใช้จึงสามารถสแกนเอกสารหลากหลายรูปแบบได้ในคราวเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องหยุดการทำงานเพื่อสลับสับเปลี่ยนช่องทางบนเครื่องสแกนเนอร์หรือการตั้งค่าโปรไฟล์ในซอฟต์แวร์ Ÿ   Return Scan สำหรับหนังสือเดินทางและบัตรประชาชน “Return Scan” ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสแกนเอกสารที่มีความหนาสูงสุด 5 มม. และดำเนินการตั้งแต่ต้นจนจบได้ที่ด้านหน้าของเครื่องสแกนเนอร์  อุปกรณ์นี้เหมาะสำหรับการใช้งานที่ส่วนงานติดต่อลูกค้า โดยจะสแกนเอกสารประจำตัวบุคคลได้อย่างงายดาย เช่น บัตรพลาสติกที่มีความหนา…

เอสซีจี เผยแนวทางปั้นพนักงานเก่งและดี สร้างองค์กรนวัตกรรมชั้นนำในภูมิภาค สู้ศึกดิสรัปต์

  หัวใจสำคัญที่ทำให้องค์กรสามารถก้าวข้ามความท้าทายในยามที่สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว คือ “พนักงาน” เช่นเดียวกับ “เอสซีจี” ซึ่งมีอุดมการณ์สำคัญข้อหนึ่ง คือ “การเชื่อมั่นในคุณค่าของคน” เพราะเชื่อว่า “พนักงานเป็นทรัพยากรอันมีค่าที่สุด” ที่จะร่วมขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความเป็นเลิศ ดังนั้น นอกจากการให้ความสำคัญตั้งแต่การสรรหาบุคลากรมาทำงานแล้ว เอสซีจียังให้ความสำคัญกับการดูแลและพัฒนาบุคลากรเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดผลิตผลนวัตกรรมสินค้าและบริการต่าง ๆ ที่ได้รับการยอมรับในตลาดทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนได้รับเลือกเป็น 1 ใน 10 องค์กรที่คนต้องการร่วมงานด้วยมากที่สุด ประจำปี 2560 จากการสำรวจของ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) รวมถึงเป็น 1 ใน 10 บริษัทที่คนรุ่นใหม่ต้องการทำงานด้วยมากที่สุดในปี 2561 จากการสำรวจของ WorkVenture   เชื่อมั่นในคุณค่าของคน ฟันเฟืองสำคัญผลักดันองค์กร “ยุทธนา เจียมตระการ” ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-การบริหารกลาง เอสซีจี เล่าให้ฟังว่า เทคโนโลยีที่เข้ามามีผลต่อธุรกิจ อุตสาหกรรม วิถีชีวิตของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกสบายและมีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น อีกทั้งการแข่งขันทางธุรกิจที่ต้องเผชิญกับความผันผวนต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายให้ธุรกิจทุกขนาดทั่วโลกต้องปรับตัว โดยมีการบริหารทรัพยากรบุคคลเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้องค์กรขับเคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ “คนของเอสซีจีจึงต้องประกอบด้วย 2 คุณสมบัติที่เด่นชัด คือ การเป็นคนเก่งและคนดี ซึ่งคนเก่งไม่ได้หมายความว่าต้องสอบได้คะแนนดี หากแต่ต้องรักการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพื่อนำมาพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ส่วนคนดี หมายถึงคนที่เข้าใจบทบาทการทำงานร่วมกันเป็นทีมเพื่อให้ได้ผลงานที่ดี ทั้งยังต้องมีภาวะผู้นำซึ่งไม่จำเป็นต้องมีความอาวุโส แต่ต้องแสดงถึงความรับผิดชอบ การแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการเปิดใจรับฟังความแตกต่าง…

สถาบันไอเอ็มซีโชว์ผลสำรวจการประยุกต์ใช้ AI ของไทยปี 2019 พบองค์กรตื่นตัวใช้ปัญญาประดิษฐ์มากขึ้นหลายมิติ สอดคล้องกับเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในปี 2020

  – ผลสำรวจที่ระบุว่าองค์กรไทยเริ่มใช้ AI มากขึ้นในปี 2019 แปลว่าองค์กรไทยตระหนักและเห็นความสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะระบบ Chatbot และ RPA (Robot Process Automation) ที่ครองแชมป์ระบบงาน AI ยอดฮิตขององค์กรไทย – ปัญหาที่การสำรวจพบในวงการ AI ปีนี้ยังคงเป็นการขาดบุคลากร และการปรับตัวไม่ทันเทรนด์เทคโนโลยีที่เริ่ม Disruption จนทำให้เกิดผลกระทบแล้วในบางอุตสาหกรรม – ทิศทางของวงการ Digital Transformation ปี 2020 คือการเน้นให้ความสำคัญกับองค์ประกอบรอบด้านของการทำ Digital Transformation ซึ่งจะไม่ได้มองเฉพาะเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่จะต้องให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมองค์กรและทัศนคติของผู้นำองค์กร ร่วมกับอีกหลายปัจจัยที่มีผลโดยตรงกับกระบวนการ Digital Transformation แบบที่หลายองค์กรไม่ทันรู้ตัว   สถาบันไอเอ็มซีประเมินความพร้อมของธุรกิจไทยว่าอยู่ในช่วงเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของ AI เบื้องต้นพบบางธุรกิจพยายามปรับตัวแล้ว แต่บางธุรกิจก็เริ่มเหนื่อย เช่น บริษัทสื่อ ค้าปลีก และบริการส่งอาหาร ที่มีการแข่งขันสูงมากจนอุตสาหกรรมถูกเปลี่ยนแปลงไปแบบสิ้นเชิง มั่นใจเทรนด์ Digital Transformation ปี 2020 ไม่เกี่ยวเฉพาะเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังมี 7 ปัจจัยรอบด้าน ซึ่งนำมาเจาะลึกในงานสัมมนาประจำปีนี้ของสถาบัน รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการ สถาบันไอเอ็มซี (IMC Institute) กล่าวถึงแนวโน้มดิจิทัลปี 2020 ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมุมมองของ Digital Transformation โดยเทรนด์ที่สถาบันเห็นคือการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่อุตสาหกรรมมักมองเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่เมื่อเทรนด์เทคโนโลยีในยุคนี้ยังคงต่อยอดบนเทคโนโลยีชื่อเดิมและไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากเท่าใด ประเด็นจึงอยู่ที่การนำไปใช้งานมากกว่า “Digital Transformation ปี 2020 จะมีอะไรมากกว่าแค่เทคโนโลยี เทรนด์คือการทำ Digital Transformation โดยเน้นประเด็นสำคัญอื่น เช่นการโฟกัสที่การพัฒนาวัฒนธรรมองค์กร การสร้างแผนกหรือหน่วยธุรกิจใหม่…

อีเอสอาร์ไอลุยต่อยอด “นครนนท์ 4.0” สร้างระบบติดตามสถานการณ์น้ำ บูรณาการข้อมูลเชิงพื้นที่แบบเรียลไทม์ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

  บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ในกลุ่มบริษัท ซีดีจี ผู้นำด้าน Location Intelligence และตัวแทนจำหน่าย ArcGIS เทคโนโลยีด้านภูมิสารสนเทศระดับโลกแห่งเดียวในประเทศไทย เผย “นครนนท์ 4.0” โครงการนำร่องปีที่ผ่านมาเป็นไปได้ด้วยดี เสร็จสิ้นไปแล้ว 91 โครงการ คิดเป็น 94% ของแผนงานทั้งหมด ล่าสุดเดินเครื่องต่อยอดสร้างระบบติดตามสถานการณ์น้ำผ่านกล้อง CCVT พร้อมการแจ้งเตือนอัตโนมัติผ่านแอพพลิเคชันไปยังผู้เกี่ยวข้องแบบเรียลไทม์ 24 ชม. ตั้งเป้าพัฒนาระบบป้องกันน้ำท่วม ระบบการระบายน้ำ รวมถึงการบริหารจัดการระบบน้ำ ทั้งน้ำเสียน้ำใช้ ระบบปรับปรุงถนน สิ่งแวดล้อม พื้นที่สาธารณะ ตั้งรับปัญหาขยะล้นเมือง ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของประชากรเทศบาลนครนนบุรีที่มีอยู่กว่า 4 แสนราย สู่การเป็นสมาร์ทซิตี้อย่างสมบูรณ์ยั่งยืน นางสาวธนพร ฐิติสวัสดิ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า โครงการ “นครนนท์ 4.0” ได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2561 ด้วยการนำเทคโนโลยีจีไอเอสเข้ามาใช้ในการพัฒนาเมือง เพื่อช่วยในการวิเคราะห์และตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาของประชาชน และเปิดให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม โดยสามารถเข้าถึงแอพพลิเคชันที่ใช้งานได้ง่าย ทั้งบนสมาร์ทโฟนและแท็บแลต โดยเฟสแรกได้นำระบบแผนที่สารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อใช้กับงานบริการประชาชน 6 ด้าน ประกอบด้วย ระบบแจ้งปัญหาร้องเรียน ระบบติดตามโครงการ ระบบสวัสดิการและสังคม ระบบสาธารณสุข ระบบงานป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย และระบบบูรณาการข้อมูลและ ArcGIS ล่าสุดลุยต่อยอดสร้างระบบติดตามสถานการณ์น้ำ เพื่อการบริหารจัดการระบบน้ำแบบเรียลไทม์ 24 ชม. “ระบบติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่เทศบาลนครนนทบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อการบริการประชาชนและเจ้าหน้าที่ โดยใช้งานออนไลน์บนเว็บไซต์และแอพพลิเคชันของเทศบาลนครนนทบุรี ที่สามารถเข้าถึงและเข้าใจได้ง่าย แสดงผลในรูปแบบกราฟ แผนที่…

Top