You are here
Home > Top Story

‘ไอบีเอ็ม’ เปิดตัวโซลูชันบล็อกเชนเสริมความเร็วการชำระเงินทั่วโลก โดยมี ‘กสิกรไทย’ ร่วมพัฒนาขยายการใช้งาน

ไอบีเอ็ม ประกาศเปิดตัวโซลูชันการชำระเงินข้ามประเทศระบบสากลผ่านบล็อกเชน ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการชำระเงินทั่วโลกสำหรับกลุ่มธุรกิจและผู้บริโภค โดยร่วมกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีอย่างสเตลลาร์ (Stellar.org) และคลิกเอ็กซ์ กรุ๊ป (KlickEx Group) นำไอบีเอ็ม บล็อกเชน เข้าใช้กับบริการหักบัญชีและชำระดุล (clearing and settlement) ทางการค้าผ่านเครือข่ายเดียว ให้กระบวนการทั้งหมดเป็นไปได้ในความเร็วเกือบเรียลไทม์ ปัจจุบันการชำระเงินข้ามประเทศมีราคาสูง ใช้เวลานาน และมักมีความผิดพลาดเกิดขึ้นเสมอ การทำธุรกรรมข้ามสกุลเงินจะต้องผ่านตัวกลางหลายฝ่ายและใช้เวลาหลายวันจนถึงหลายสัปดาห์กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ โดยรายงานของธนาคารโลกชี้ให้เห็นว่าการพัฒนารูปแบบการชำระเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินจะนำสู่การไหลเวียนของสกุลเงินและการค้าต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้สามารถขยายบริการทางการเงินให้เข้าถึงคน 1 พันล้านคนทั่วโลกได้ภายในปี พ.ศ. 2563 [1] ที่ผ่านมาได้เริ่มมีการนำโซลูชั่นดังกล่าวมาใช้ในการทำธุรกรรมในเส้นทางสกุลเงิน 12 สกุลทั่วหมู่เกาะแปซิฟิกและออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมถึงสหราชอาณาจักรแล้ว โดยการใช้เลดเจอร์แบบกระจายศูนย์ (distributed ledger) จะช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงและทราบสถานะของการทำธุรกรรมหักบัญชีและชำระดุล โซลูชันนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเงินทั่วโลก สำหรับการชำระเงินทุกประเภท ไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าใดก็ตาม อีกทั้งยังช่วยให้สถาบันการเงินสามารถเลือกเครือข่ายการชำระดุลที่ต้องการสำหรับการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง ตัวอย่างเช่น ในอนาคต เครือข่ายนี้จะช่วยให้ชาวนาในซามัวสามารถจัดทำสัญญาการค้ากับผู้ซื้อในอินโดนีเซียได้ โดยบล็อกเชนช่วยให้สามารถบันทึกเงื่อนไขของสัญญา จัดการเอกสารการค้า ช่วยให้ชาวนาสามารถเสนอหลักประกันที่ไม่ใช่เงินสด รับเล็ตเตอร์อ็อฟเครดิต และบรรลุข้อตกลงรายการค้าโดยการชำระเงินในทันที ซึ่งเป็นการทำการค้าระดับโลกด้วยความโปร่งใสและสะดวกครบวงจร ทั้งนี้ ไอบีเอ็มได้ร่วมกับกลุ่มธนาคารชั้นนำในการร่วมพัฒนาและนำโซลูชันนี้มาใช้ ประกอบด้วยธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารบิลเบาวิซคายาอาร์เคนตาเรีย, ธนาคารดานามอน…

“เพียงพ่อก็พอเพียง The Exhibition” บอกเล่าเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผ่านหนังสือป๊อบอัพที่ใหญ่ที่สุดของไทย

เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดระยะเวลา 70 ปี พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่พรั่งพร้อมด้วยทศพิธราชธรรมเพื่อประชาชนคนไทย และเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ สาขาการจัดการประชุม นิทรรศการและกิจกรรมพิเศษร่วมกับมูลนิธิศิริวัฒนา โดย บริษัท ศิริวัฒนา อินเตอร์พริ้นท์ จำกัด (มหาชน)และบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น  จัดแสดงนิทรรศการทรงคุณค่า “เพียงพ่อก็พอเพียง The Exhibition” หนังสือป๊อปอัพขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยบอกเล่าเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่และเป็นที่รักของพสกนิกรไทย อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ในรูปแบบ 3 มิติ พร้อมด้วยเทคนิคแสง สี เสียง ที่จะสร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยี่ยมชมได้ไม่รู้ลืม เปิดให้เข้าชมฟรี ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต ตั้งแต่วันที่ 12-18 ตุลาคม 2560 พิเศษสุดในงานยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เป็นเจ้าของหนังสือป๊อปอัพ ชุด “เพียงพ่อก็พอเพียง The Soul of Siam” โดยโรงพิมพ์ศิริวัฒนา ได้โดยไม่ต้องสั่งจองล่วงหน้าอีกด้วย คุณพรเทพ สามัตถิยดีกุล ประธานมูลนิธิศิริวัฒนา กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “หนังสือป๊อปอัพชุด “เพียงพ่อก็พอเพียง…

โอไบค์ รุกภาคใต้เปิดบริการให้ชาวภูเก็ตได้ลองใช้งานจริงฟรีตลอดตุลาคมนี้

โอไบค์ (oBike)  ผู้ให้บริการจักรยานอัจฉริยะ ไร้สถานีจอดเจ้าเเรกของโลก จับมือคู่กับบริษัท PKCD เพื่อนำการให้บริการจักรยานสาธารณะระดับโลกมาที่จังหวัดภูเก็ตอย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อโครงการ “ปั่น เปลี่ยน เมือง” การเปิดให้ชาวภูเก็ตได้ลองใช้งานจริงเกิดนั้นขึ้นในงาน “Phuket Car Free Day 2017” ซึ่งเป็นกาสนับสนุนทุกๆ คนหยุดใช้รถยนต์เป็นพาหนะ 1 วัน เพื่อหันมาปั่นจักรยานกันให้มากขึ้น เเละเพื่อให้ทุกๆ คนได้เปิดใจ เเละ ได้หันมาลองใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน เริ่มการใช้ชีวิตแบบโมเดิร์นไลฟ์ที่เป็น ไลฟ์สไตล์ นำสมัย ดีต่อสุขภาพ เเละประหยัดพลังงานให้กับชาวภูเก็ตทุกๆ คน ไม่ให้น้อยหน้าจังหวัดอื่นๆ ในประเทศไทย อีกทั้งยังช่วยลดความหนาเเน่นของการจราจรและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมเเนวคิด smart city ตามนโยบายประเทศไทย 4.0   ตั้งเเต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป จักรยานอัจฉริยะของโอไบค์กว่า 1,000 คัน จะถูกนำมาเปิดให้บริการให้ชาวภูเก็ตทุกๆ คน ได้ใช้งานกันเเบบฟรีๆ ในตลอด 1 เดือนเเรก…

AddVentures ประเดิมลงทุนก้อนแรกใน Wavemaker หวังต่อยอดลงทุนสตาร์ทอัพด้าน B2B

AddVentures โดยเอสซีจี เผยการเริ่มลงทุนในกองทุน Venture Capital ระดับท็อปของอาเซียน “WAVEMAKER PARTNERS” หนุนสตาร์ทอัพกลุ่ม B2B ในภูมิภาค หวังช่วยยกระดับสตาร์ทอัพทั้ง Ecosystem   ดร.จาชชัว แพส กรรมการผู้จัดการ AddVentures เปิดเผยว่า AddVentures ได้ประเดิมการลงทุนในลักษณะ Fund of Funds ผ่าน Venture Capital ก้อนแรก ในกองทุน Wavemaker SEA Fund II ซึ่งเป็นกองทุนที่สองของ Wavemaker Partners ที่มุ่งลงทุนสตาร์ทอัพด้าน B2B ระดับ Seed Stage ถึง Series A Stage ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   “เราเลือกลงทุนใน Wavemaker Partners เพราะเป็น Venture Capital ที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จจนทำให้สตาร์ทอัพในพอร์ตหลายรายไปสู่จุดหมายหรือการ Exit…

แนวโน้มเทคโนโลยีใหม่ทีน่าจับตามอง ภายในงานสัมมนา “Fintech Dynamics in Asia”

จากเวทีสัมมนาครั้งแรก ในหัวข้อเทคโนโลยีฟินเทคที่ประสบความสำเร็จด้านการมีส่วนร่วมจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีและด้านการเงินที่หลากหลาย  ทั้งนี้ “Fintech  Dynamics in Asia ” ที่ผ่านมา  ณ C asean  โดยรวบรวมกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการเงิน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการสร้างเครือข่าย การแบ่งปันประสบการณ์ และเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับแนวโน้มเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าจับตามอง ในการร่วมมือครั้งนี้ระหว่าง บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด หรือ ทีซีซีเทค (TCCtech) สมาคมฟินเทคแห่งประเทศไทย (TFTA) และบริษัทวิจัยระดับโลก International Data Corporation (IDC) มีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 70 ราย รวมถึงผู้ดูแลกฎระเบียบ (Regulator) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน นักลงทุนและผู้ประกอบการในธุรกิจสตาร์ทอัพฟินเทค ซึ่งงานดังกล่าวได้สะท้อนความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างกลุ่มฟินเทคในประเทศไทยและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานระดับพรีเมี่ยม รายหลักของประเทศอย่าง TCCtech   ปัจจัยหลักที่นำมาซึ่งความสำเร็จของ Fintech Dynamics in Asia คือการมีส่วนร่วมของสมาคมฟินเทคแห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันถือเป็นจุดศูนย์รวมของนวัตกรรมแห่งเทคโนโลยี Fintech ระดับประเทศอย่างแท้จริง และอีกหนึ่งปัจจัยคือ…

สิ่งที่ต้องศึกษา กับไมโครไฟแนนซ์ในอินโดนีเซีย

ในหลายประเทศ การมาถึงของไมโครไฟแนนซ์อาจหมายถึงรูปแบบการกู้ยืมที่ไร้กฎระเบียบเข้าควบคุม และสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับผู้ยากไร้มากยิ่งขึ้น แต่สำหรับอินโดนีเซียแล้ว เรื่องราวกลับเป็นตรงกันข้าม เพราะอินโดนีเซียเป็นประเทศที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จกับไมโครไฟแนนซ์พอสมควร ซึ่งประเทศต่าง ๆ สามารถนำมาศึกษาได้ในหลายประเด็นดังต่อไปนี้ ประเด็นที่หนึ่ง อินโดนีเซียพบว่าไมโครไฟแนนซ์ไม่จำเป็นต้องเกิดผลกระทบในทางลบต่อสังคมเสมอไป แม้กระทั่งในประเทศที่มีหมู่เกาะจำนวนมาก และมีการกระจายตัวของประชากรอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ห่างไกลค่อนข้างสูง โดยการมาถึงของไมโครไฟแนนซ์ในอินโดนีเซียนั้นพบว่า สามารถช่วยให้คุณภาพชีวิตของชาวอินโดนีเซียดีขึ้นได้ อีกประการต่อมาคือ ในรายงานของ KPMG พบว่า เจ้าหน้าที่ของภาครัฐยังสามารถควบคุมดูแลผู้ให้บริการกู้เงินรายย่อยในอินโดนีเซียไม่ให้กระทำอันตรายต่อผู้กู้ยืมเงินด้วย อย่างไรก็ดี KPMG พบว่า ในตอนนี้ยังมีธนาคารไม่กี่แห่งที่ตอบสนองความต้องการได้ (อินโดนีเซียมีธนาคารอยู่เพียง 40,000 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับตอบสนองความต้องการของชุมชน โดยเฉพาะชุมชนที่กระจายอยู่ตามเกาะต่าง ๆ ที่มีมากกว่า 13,000 เกาะ)   ความท้าทายจากรายงานจาก OJK ก็คืออินโดนีเซียมีประชากรถึง 203 ล้านคน หรือ 81.5% ที่อยู่ในฐานปิระมิดระดับล่าง คนเหล่านี้มีฐานะยากจนและต้องการเข้าถึงบริการทางการเงินเพื่อให้ตนเองได้มีโอกาสพัฒนาคุณภาพชีวิตมากเป็นอันดับต้น ๆ การสำรวจยังพบด้วยว่า มีชาวอินโดนีเซียถึง 96 ล้านคนที่มีชีวิตโดยได้รับค่าจ้างน้อยกว่า 1.90 เหรียญสหรัฐต่อวัน ซึ่งคนกลุ่มนี้มักอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินทั่วไป ทั้ง ๆ ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเงินเหล่านั้นมาพัฒนาศักยภาพของตนเองมากที่สุดก็ตาม…

5 ภัยร้ายในโลกไซเบอร์ที่ต้องระวัง

ทุกวันนี้ที่เราท่องอินเทอร์เน็ตค้นหาข้อมูลต่าง ๆ อย่างมีความสุขนั้น ปลายทางอีกด้านหนึ่งอาจเป็นอาชญากรที่กำลังจ้องจะเล่นงานใครสักคนที่มีช่องโหว่ให้โจมตีได้โดยง่ายอยู่ก็ได้ ซึ่งวันนี้เราจึงขอรวบรวมภัยคุกคามจากอินเทอร์เน็ตที่มีโอกาสพบเจอได้สูงมาฝากกันใน 5 รูปแบบดังนี้ ภัยร้ายไซเบอร์ประเภทที่ 1 – การโจมตีโดยแฮกเกอร์ที่มีจิตวิทยาสูง การโจมตีประเภทนี้เป็นการโจมตีโดยแฮกเกอร์ที่มีจิตวิทยาสูง และใช้เทคนิคต่าง ๆ ในการหลอกล่อให้คนหลงเชื่อ และดาวน์โหลดโทรจันที่ฝังอยู่ในเว็บไซต์ต่าง ๆ ลงมาในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่รู้ตัว ซึ่งผู้ใช้งานที่จะรับมือได้อาจต้องเป็นคนช่างสังเกตสักหน่อย หากรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติไปจากเดิม เช่น การบอกให้เราติดตั้งซอฟต์แวร์ใหม่นี้ก่อน หรือปรากฏข้อความจากซอฟต์แวร์แอนติไวรัสปลอม ๆ ขึ้นมา ก็ให้สงสัยว่าเหล่านี้มีโอกาสเป็นมัลแวร์ได้ทั้งสิ้น   แนวทางป้องกัน หากเป็นการใช้งานในระดับองค์กร บางที กว่าพนักงานจะมีประสบการณ์มากพอ องค์กรก็อาจถูกโจมตีไปแล้วเรียบร้อย ดังนั้น องค์กรจึงควรมีการลงทุนเพิ่มด้านซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัย และการให้ความรู้แก่พนักงานว่าพฤติกรรมใดบนอินเทอร์เน็ตคือเรื่องไม่ปกติ   ภัยร้ายไซเบอร์ประเภทที่ 2 – Password phishing attacks การหลอกเก็บพาสเวิร์ดผ่านการฟิชชิ่งเป็นภัยที่พบได้ไม่น้อย โดยเฉพาะภัยฟิชชิ่งที่มากับอีเมล โดยมีการประมาณการกันว่า ในบรรดาอีเมลที่ส่งกันนี้ 60 – 70 เปอร์เซ็นต์เป็นสแปมเมล และพร้อมจะหลอกให้ผู้ใช้งานป้อนข้อมูลพาสเวิร์ดลงไปทั้งสิ้น   การรับมือกับภัยฟิชชิ่งจึงอาจเป็นการใช้การยืนยันตัวตนแบบอื่น ๆ ร่วมด้วย…

QR Code มิติใหม่ของการชำระเงิน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายบัตรต่ำง ๆ ได้แก่ American Express, JCB International (Thailand), Mastercard, UnionPay International และ VISA พร้อมทั้งผู้ให้บริการทางการเงินในไทย ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาสถาบันการเงินของรัฐ สมาคมธนาคารนานาชาติ สมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ บริษัท National ITMX จำกัด และบริษัท Thai Payment Network จำกัด แถลงความร่วมมือการใช้มาตรฐานคิวอาร์โค้ดเพื่อการชำระเงิน ซึ่งในงานได้มีการจัดบูธสาธิต การให้บริการชำระเงินด้วย QR Code และการสัมมนา เรื่อง “QR Code มิติใหม่ของการชำระเงิน” คาดว่าจะสามารถเริ่มใช้ได้ทั่วไปภายในไตรมาส 4 ปี 2560 นี้ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ธปท.ได้ผลักดันการพัฒนาระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์มาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การผลักดันโครงการ National…

เพราะเหตุใด “ฟินเทค” ถึงสำคัญต่ออินโดนีเซีย

จากรายงานเรื่อง Indonesian Fintech Report โดย Fintech Indonesia และ Daily Social พบว่า ปัจจุบันมีชาวอินโดนีเซียมากกว่า 100 ล้านคนที่ใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งในจำนวนนี้ 70 เปอร์เซ็นต์เข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ อย่างไรก็ดี การมีประชากรอินเทอร์เน็ตในระดับนี้ก็ใช่ว่าประชาชนจะสามารถเข้าถึงบริการของสถาบันการเงินได้อย่างสะดวกสบาย ตรงกันข้าม ในเมืองใหญ่หลาย ๆ เมือง ประชาชนยังเจอปัญหาติดขัด ไม่สามารถเข้าถึงการทำธุรกรรมทางการเงินได้ โดยรายงานดังกล่าวระบุว่า มีชาวอินโดนีเซียราว 9 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ใช้บัตรเครดิตในการชำระค่าสินค้า ขณะที่ชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่ใช้เงินสด หรือไม่ก็บริการโอนเงินผ่านธนาคาร แต่ก็มีแค่ 36 เปอร์เซ็นต์ของชาวอินโดนีเซียเท่านั้นที่มีบัญชีธนาคาร นั่นจึงทำให้เกิดแพลตฟอร์มการชำระเงินเช่น DOKU หรือกระเป๋าสตางค์เวอร์ชวลอย่าง GO-PAY ขึ้นมาใช้งานอย่างแพร่หลาย Ali โปรดิวเซอร์ฟรีแลนซ์รายหนึ่งในกรุงจาการ์ตา เผยว่า เขารู้สึกว่าการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันมาเพื่อใช้โอนเงินจำนวนน้อย ๆ ให้กันนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้รวดเร็วกว่าการไปโอนเงินที่ธนาคาร แถมเขาเองก็ไม่ต้องลงทะเบียนด้านความปลอดภัยเพื่อทำ e-Banking กับทางธนาคารด้วย อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมที่สูงมากของอินโดนีเซียก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฟินเทคเป็นที่ต้องการ แม้ประธานาธิบดี โจโค วิโดโด จะตั้งเป้าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เอาไว้ที่ 9 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม…

โทรจันบนแอนดรอยด์ พุ่งเป้าแอพที่มีการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต

จากเป็นแค่โทรจันธรรมดา ๆ แต่ล่าสุดได้มีการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่จนไฮเทคกว่าเดิมแล้ว สำหรับ Faketoken ที่ล่าสุดพบว่าอัปความสามารถในการเป็น ransomware ให้สามารถล็อกไฟล์เรียกค่าไถ่ได้ รวมถึงสามารถขโมย credential ได้จากแอปพลิเคชันด้านการ Booking ต่าง ๆ ได้แล้วด้วย โดยผู้ที่ตรวจพบความผิดสังเกตนี้ก็คือ บริษัทซีเคียวริตี้อย่าง Kasperksy ที่พบว่าโทรจันอย่าง Faketoken ได้กลายพันธุ์เป็น Faketoken.q ที่ร้ายกว่าเดิม เนื่องจากสามารถตรวจจับและบันทึกการโทรออกของเครื่องที่ติดไวรัสได้ รวมถึงสามารถแสดงผลซ้อนทับหน้าจอของแอปพลิเคชันเพื่อขโมยข้อมูลทางการเงินได้ด้วย   สำหรับการกระจายตัวของ Faketoken.q นั้นพบว่าแพร่กระจายผ่าน SMS ที่ชักชวนให้ผู้ใช้งานดาวน์โหลดไฟล์ภาพ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คือการดาวน์โหลดมัลแวร์นั่นเอง   เมื่อดาวน์โหลดมาแล้ว มัลแวร์จะติดตั้งตัวเองลงในโมดูลที่จำเป็น และในส่วนของเพย์โหลด (Payload) หลัก รวมถึงซ่อนข้อมูลทุกอย่างของตัวเอง และเริ่มทำหน้าที่มอนิเตอร์การใช้งานของผู้ใช้งาน ทั้งการเปิดแอปพลิเคชันและการโทรออก ความน่ากลัวก็คือ เมื่อมีการโทรเกิดขึ้น มัลแวร์จะมีการบันทึกเสียงสนทนาและส่งไฟล์ที่บันทึกนั้นไปยังเซิร์ฟเวอร์ของผู้บุกรุกได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งเมื่อมันทราบว่า แอปพลิเคชันที่ผู้ใช้งานเปิดนั้นคือแอปพลิเคชันอะไร มันจะทำการซ้อนทับ (Overlay) บนหน้าแอปพลิเคชันนั้นด้วยอินเทอร์เฟสปลอมเพื่อเก็บพาสเวิร์ด โดยแอปพลิเคชันที่ Faketoken.q สามารถ Overlay ได้นั้นมีมากมาย รวมถึงแอปพลิเคชันจากธนาคาร…

Top
ปิดโหมดสีเทา