You are here
Home > Top Story

การ์ทเนอร์เผยโควิด-19 ฉุดยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกไตรมาสแรกของปีวูบ 20%

การ์ทเนอร์ เผยยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนทั่วโลกไตรมาสแรกปี 2563 ลดฮวบถึง 20.2% เป็นผลจากความผันผวนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้อุปสงค์สำหรับสมาร์ทโฟนหายไปอันเนื่องมาจากผู้บริโภคหยุดการใช้จ่ายสินค้าที่ไม่จำเป็น แอนชูล กุปต้า นักวิเคราะห์อาวุโส ฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์กล่าวว่า “การระบาดของไวรัสโคโรน่าทำให้ตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกประสบกับภาวะตกต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ผู้ผลิตชั้นนำส่วนใหญ่จากจีนรวมถึง Apple ต่างได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการปิดโรงงานชั่วคราวในประเทศจีน และอีกตัวแปรสำคัญคือการลดค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคทั่วโลกเพื่อกักตัวเองอยู่ในสถานที่ปลอดภัย”   Samsung Huawei และ OPPO มียอดขายเติบโตต่ำสุดใน 5 แบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนชั้นนำของโลก แบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนชั้นนำทั้ง 5 รายต่างได้รับผลกระทบ และมียอดขายลดลงในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 ยกเว้น Xiaomi (ดูตารางที่ 1) โดยอุปกรณ์มือถือแบรนด์ Redmi ทำยอดขายพุ่งกระฉูดในตลาดต่างประเทศ และการรุกหนักในช่องทางออนไลน์ทำให้ Xiaomi ประสบความสำเร็จ โกยยอดขายได้ดีมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ตรงข้ามกับ Samsung ที่ยอดขายวูบลง 22.7% แต่ยังคงครองความเป็นเบอร์ 1 ในตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกด้วยส่วนแบ่ง 18.5%   ตารางที่ 1. ยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกของแต่ละแบรนด์ช่วงไตรมาสแรก ปี 2563 (หน่วย: พันยูนิต)…

รายงานภัยคุกคามข้อมูลทั่วโลกปี 2020 เผยการโจมตีรูปแบบใหม่ที่รวดเร็วกว่าเดิม

บริษัท เอ็นทีที จำกัด (NTT Ltd.,) ผู้ให้บริการเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เผยรายงานภัยคุกคามข้อมูลทั่วโลกประจำปี 2020 (2020 Global Threat Intelligence Report (GTIR) โดยระบุว่าถึงแม้องค์กรต่างๆ จะพยายามป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ แต่เหล่าอาชญากรไซเบอร์ยังคงคิดค้นการโจมตีรูปแบบใหม่ๆ ออกมาได้รวดเร็วกว่าเดิมและทำการโจมตีได้แบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ในรายงานได้เน้นถึงความท้าทายที่ธุรกิจต้องเผชิญกับการระบาดครั้งใหญ่ของ ไวรัส COVID-19 ในขณะที่อาชญากรไซเบอร์มุ่งหาผลประโยชน์จากวิกฤตโลกครั้งนี้ โดยในรายงานให้ความสำคัญด้านการรักษาความปลอดภัยด้วยการออกแบบ (secure-by-design) และความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ (cyber-resilience)   จากรายงานระบุถึงข้อมูลการโจมตีมากกว่าครึ่งหนึ่ง (55%) ของการโจมตีทั้งหมดในปี 2019 เป็นการโจมตีแบบผสมทั้งบนเว็บแอพพลิเคชั่นและการโจมตีผ่านแอพพลิเคชั่นสำหรับงานเฉพาะด้าน  โดยเพิ่มขึ้นจาก 32% เมื่อปีที่ผ่านมา ในขณะที่ 20% ของการโจมตีมีเป้าหมายไปยังระบบบริหารจัดการเว็บไซต์สำเร็จรูป หรือ CMS (Content Management System) และมากกว่า 28% พุ่งเป้าหมายไปที่เทคโนโลยีที่รองรับการทำงานบนเว็บไซต์ และองค์กรที่ทำงานผ่านเว็บในช่วง COVID-19  เป็นจำนวนมากขึ้น ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกเปิดเผยตัวตนผ่านระบบการทำงานและแอพพลิเคชั่นที่อาชญากรไซเบอร์นั้นได้เล็งเป้าหมายไว้อยู่แล้ว เช่น เว็บพอร์ทัลของลูกค้า, เว็บไซต์ค้าปลีก และเว็บแอพพลิเคชั่นต่างๆ Matt…

งานวิจัยของเทรนด์ไมโครพบว่า การตั้งค่าที่ผิดพลาด เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของความเสี่ยงในสภาพแวดล้อมการทำงานบนคลาวด์

บริษัท เทรนด์ไมโคร (TYO: 4704; TSE: 4704) บริษัทระดับโลกด้านความปลอดภัยบนคลาวด์ ได้ออกมาเผยถึงผลการวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของคลาวด์ ที่เห็นได้ชัดว่าความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ และการวางระบบที่ซับซ้อนนั้นเป็นตัวการที่เปิดช่องต้อนรับอันตรายทางไซเบอร์หลากหลายรูปแบบ ทาง Gartner ทำนายไว้ว่า ภายในปี 2021 องค์กรทั้งขนาดกลาง และขนาดใหญ่มากกว่า 75% จะหันมาใช้ยุทธศาสตร์แบบมัลติคลาวด์ หรือระบบไอทีแบบไฮบริดจ์1 ซึ่งขณะที่แพลตฟอร์มบนคลาวด์กำลังได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้นนั้น ทีมงานไอที และ DevOps ก็เผชิญกับความกังวล และความไม่แน่นอนเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยของอินสแตนซ์ตัวเองบนคลาวด์ด้วย รายงานฉบับล่าสุดที่ปล่อยออกมานี้เป็นการตอกย้ำว่า การตั้งค่าที่ผิดพลาดเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาความปลอดภัยบนคลาวด์ และจากข้อเท็จจริงที่ระบบ Trend Micro Cloud One – Conformity ได้ตรวจพบปัญหาการตั้งค่าผิดพลาดมากกว่า 230 ล้านรายการในแต่ละวันโดยเฉลี่ย ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นชัดว่าความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในวงกว้าง “การจัดการความปลอดภัยบนคลาวด์นั้นกลายเป็นเรื่องของการตั้งกฎมากกว่าการคอยตั้งข้อยกเว้นที่จำกัดเฉพาะการใช้งานที่จำเป็นแบบแต่ก่อน ทำให้อาชญากรไซเบอร์ปรับตัวเองมาใช้ประโยชน์จากการตั้งค่า หรือบริหารจัดการระบบบนคลาวด์ที่ผิดพลาดได้” Greg Young รองประธานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของเทรนด์ไมโครกล่าว “เราเชื่อว่าสำหรับการย้ายขึ้นไปบนคลาวด์นั้น วิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาความปลอดภัยก็คือการกำหนดขอบเขต และเอนด์พอยต์ของระบบไอทีในองค์กรใหม่ แต่อย่างไรก็ดี สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อองค์กรเหล่านั้นปฏิบัติตามโมเดลการรับผิดชอบร่วมกันสำหรับความปลอดภัยบนคลาวด์ การเป็นเจ้าของข้อมูลบนคลาวด์นั้นยิ่งทำให้ต้องใส่ใจกับการปกป้องมากขึ้นไปอีก เราจึงพัฒนาให้พร้อมที่จะช่วยเหลือธุรกิจต่าง ๆ ให้ประสบความสำเร็จในการรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์” งานวิจัยฉบับนี้ยังพบอันตรายและจุดอ่อนด้านความปลอดภัยในจุดสำคัญหลายจุดของคลาวด์คอมพิวติ้ง…

อินแกรม ไมโคร นำเสนอเทคโนโลยีเซิร์ฟเวอร์อัจฉริยะ HPE ProLiant Gen10 Server

บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด  ผู้จัดจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยี ขอนำเสนอผลิตภัณฑ์ Server อัจฉริยะจาก  Hewlett Packard Enterprise (HPE) ในรุ่น ProLiant Gen10 Server ซึ่งเป็น Server ในสถาปัตยกรรม x86 รองรับทั้ง CPU Intel และ AMD ซึ่งสามารถรองรับงานได้หลากหลายรูปแบบการใช้งาน ไม่ว่าจะใช้เป็น Physical Server เพื่อรองรับ Workload เช่น Database Server, ERP Server, File Sharing Server หรือจะใช้เป็น Virtualization Server ก็สามารถทำงานได้บนระบบชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น VMware, Microsoft Hyper-V, RedHat และอีกมากมาย   การดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีที่มีความทันสมัย เพื่อช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ทุกคนในโลกได้สร้างและแบ่งปันข้อมูลผ่านทางระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบ…

EMPG เข้าซื้อ Kaideeต่อยอดแพล็ตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสชั้นนำในไทย

EMPG ผู้นำตลาดซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ออนไลน์ของภูมิภาค MENA และ แถบเอเชียตอนใต้ ได้แถลงถึงการเข้าซื้อ Kaidee แพล็ตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย EMPG กลุ่มทุนผู้เป็นเจ้าของแพล็ตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสต่างๆ ทั่วโลก เช่น Zameen ในปากีสถาน Bayut ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และจอร์แดน Bproperty ในประเทศบังคลาเทศ และ Mubawab ในโมร็อกโกและตูนิเซีย โดยล่าสุดได้เข้าซื้อ Kaidee แพล็ตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสในประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2554 และก้าวขึ้นเป็นผู้นำอย่างรวดเร็วด้วยแบรนด์ที่แข็งแกร่ง รวมถึงจำนวนตัวเลขผู้ใช้งานและสินค้าและบริการที่มีมากกว่า 30 หมวดหมู่ อิมราน อาลี ข่าน ซีอีโอของ EMPG กล่าวว่า การดำเนินการขององค์กรนั้น ขับเคลื่อนโดยให้ความสำคัญต่อความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและน่าตื่นเต้นที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ และยานยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ในภูมิภาคนี้” คุณอาลี กล่าว “Kaidee มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานในประเทศไทย และถือเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งมาก ด้วยทีมงานที่มุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยี และเชื่อมโยงผู้ใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม โดยเรามุ่งมั่นที่จะลงทุนกับทรัพยากรที่จำเป็นทุกอย่าง เพื่อนำธุรกิจไปสู่อีกระดับหนึ่ง” คุณอาลีกล่าวเสริม หลังจากการตกลงร่วมกันแล้ว…

COVID19 ทำพิษยอดขายพีซีทั่วโลกไตรมาสแรกปีนี้ร่วงถึง 12.3% ดิ่งลงต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2013

การ์ทเนอร์เผยรายงานตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือพีซี พบว่าภาพรวมยอดขายพีซีทั่วโลกไตรมาสแรกปี 2020 มีจำนวนอยู่ที่ 51.6 ล้านยูนิต ลดลง 12.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2019 จากผลการวิจัยของการ์ทเนอร์ยังพบว่ายอดขายของตลาดพีซีทั่วโลกประสบวิกฤตลดลงสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 2013 เนื่องจากการระบาดของโคโรน่าไวรัสหลังเติบโตอย่างต่อเนื่องมาถึง 3 ไตรมาส ก่อนหน้านี้ นางมิคาโกะ คิตากาวะ, ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “การระบาดของไวรัสคือปัจจัยเดียวที่มีส่งผลกระทบต่อการทรุดตัวของตลาดพีซีมากที่สุด ทำให้ทั้งอุปสงค์และอุปทานของตลาดพีซีหยุดชะงัก” “ หลังจากประเทศจีนเริ่มต้นมาตรการล็อกดาวน์เมื่อปลายเดือนมกราคม ปริมาณการผลิตพีซีก็ลดลงในเดือนกุมภาพันธ์ และได้กลายเป็นความท้าทายด้านการขนส่ง” แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อการล็อกดาวน์พื้นที่เพื่อป้องกันโคโรน่าไวรัสแพร่กระจายนั้นขยายไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ได้เกิดความต้องการพีซีในรูปแบบใหม่อย่างฉับพลัน ทั้งเพื่อรองรับการทำงานระยะไกลและเรียนผ่านระบบออนไลน์ ที่ผู้ผลิตพีซีคาดไม่ถึงมาก่อน   ผลประกอบการของผู้ผลิตพีซีไตรมาสนี้เน้นย้ำถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การใช้จ่ายด้านพีซีมีความเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ประกอบกับการสิ้นสุดในการอัพเกรดสูงสุดที่วินโดวส์10 ทำให้องค์กรต่าง ๆ ต้องโยกงบประมาณด้านไอทีจากพีซี ไปใช้วางแผนยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดคิด เราจะเริ่มเห็นผู้ประกอบการและผู้บริโภคยืดอายุการใช้งานพีซีให้ยาวนานมากขึ้นเนื่องจากพวกเขามุ่งเน้นที่ไปการเก็บรักษาเงินสด” นางคิตากาวะกล่าว   แม้จะได้รับผลกระทบจาก COVID-19 แต่ส่วนแบ่งการตลาดของผู้ผลิตพีซีสามอันดับแรกก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากไตรมาสก่อน เพิ่มขึ้นจาก 60% ในไตรมาสแรกปี 2019 เป็น 65.6% ในไตรมาสแรกของปี 2020 …

ฟูจิตสึแนะนำแนวทางทำงานจากที่บ้านโดยไม่บั่นทอนความปลอดภัยทางไซเบอร์

การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าในประเทศต่างๆ ทั่วโลกนับเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งจะพิสูจน์ให้เห็นว่าแนวทางการทำงานที่ยืดหยุ่นและทันสมัยจะช่วยให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทุกที่ทุกเวลาบนทุกอุปกรณ์ได้อย่างไร  เทคโนโลยีด้านโมบิลิตี้ (Mobility) ระดับองค์กรในปัจจุบันช่วยให้พนักงานสามารถเชื่อมต่อระยะไกลกับข้อมูลและทรัพยากรที่จำเป็นได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ไม่ว่าพนักงานจะเลือกใช้อุปกรณ์ใดก็ตาม   ยิ่งไปกว่านั้น จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปัจจุบัน รัฐบาลของประเทศต่างๆ กำหนดให้ใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) กับประชาชน รวมถึงการลดการพบปะสังสรรค์ทั้งในทางสังคมและในส่วนที่เกี่ยวกับการทำงาน ส่งผลให้องค์กรต่างๆ จำเป็นที่จะต้องเปิดโอกาสให้พนักงานทำงานจากที่บ้านเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนับเป็นมาตรการจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่เอกสิทธิ์ของใครคนใดคนหนึ่ง   อย่างไรก็ดี การเข้าถึงข้อมูลและระบบต่างๆ ขององค์กรผ่านการเชื่อมต่อระยะไกลกับอุปกรณ์มือถือหลากหลายชนิดโดยครอบคลุมเครือข่ายจำนวนมากอาจก่อให้เกิดปัญหาบางอย่างตามมา และอาจทำให้ผู้บริหารฝ่ายรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ (Chief Information Security Officer – CISO) รู้สึกกังวลจนนอนไม่หลับ  การเข้าถึงข้อมูลจากภายนอกเครือข่ายที่ปลอดภัยขององค์กรนับเป็นการเปิด “ช่องทางการโจมตี” ให้แก่อาชญากรไซเบอร์ และก่อให้เกิดช่องโหว่เพิ่มเติมจำนวนมากสำหรับองค์กร  ด้วยเหตุนี้ ผู้บริหาร CISO และผู้บริหารฝ่ายไอทีจึงต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องสำหรับการปรับใช้แนวทางการทำงานจากที่บ้าน รวมถึงมาตรการที่จำเป็นสำหรับการลดความเสี่ยงดังกล่าว ปัญหาเรื่องความสามารถในการรองรับการใช้งาน ความสามารถในการรองรับการใช้งาน (Capacity) อาจฟังดูเหมือนเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย แต่ก็มีความสำคัญอย่างมากในทางปฏิบัติ กล่าวคือ พนักงานที่ทำงานจากที่บ้านใช้เครือข่าย Virtual Private Network (VPN) เพื่อเข้าถึงเครือข่ายขององค์กร แต่ VPN…

ในวิกฤติมี “โอกาส” เสมอ อะโดบีแนะ 4 วิธี ช่วยผู้ค้าปลีกรับมือโควิด-19

เวลานี้นับเป็นช่วงวิกฤติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับอุตสาหกรรมค้าปลีก เนื่องจากผู้บริโภคจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) และอาจต้องปลีกตัวอยู่ตามลำพังเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ห้างร้านบางแห่งจำเป็นต้องปิดให้บริการชั่วคราวเพื่อให้พนักงานและลูกค้าให้ปลอดภัย ขณะที่รัฐบาลออกมาตรการเคอร์ฟิวกำหนดเวลาเปิด-ปิดร้าน โดยไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้เลยว่าสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไร   ตามรายงานของ Adobe Analytics ซึ่งสำรวจการทำธุรกรรมอีคอมเมิร์ซของผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ 80 รายจากทั้งหมด 100 ราย พบว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 สร้างความเสียหายต่อร้านค้าปลีกเพราะจำนวนลูกค้าที่ลดลง แต่ผู้ค้าปลีกออนไลน์กลับมียอดขายเพิ่มสูงขึ้นมากเนื่องจากผู้คนรู้สึกกังวลใจมากขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส นอกจากนี้ ข้อมูลวิเคราะห์ของอะโดบียังระบุว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าที่ใช้สำหรับป้องกันไวรัส เช่น เจลล้างมือ ถุงมือ หน้ากากอนามัย และสเปรย์ฆ่าเชื้อ พุ่งสูงขึ้นถึง 817% ยอดขายยาแก้หวัดและยาแก้ไอเพิ่มขึ้น 198% ขณะที่ยอดขายออนไลน์สำหรับยาแก้ปวดเพิ่มขึ้น 152% ยอดสั่งซื้อกระดาษชำระทางออนไลน์พุ่งสูงขึ้นถึง 186% เสบียงที่จำเป็นสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้แก่ อาหารกระป๋อง และอาหารที่เก็บได้นาน (เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวสาร พาสต้า) มียอดขายออนไลน์ เพิ่มขึ้น 69% และ 58% ตามลำดับ   เนท สมิธ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับ…

LINE แนะธุรกิจไทยเร่งปรับตัวรับพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจากวิกฤติโควิด-19

LINE ประเทศไทย จัดงาน LIVE EVENT LINE FOR BUSINESS ภายใต้หัวข้อ ‘THAILAND NOW AND NEXT AFTER COVID-19 พฤติกรรมผู้บริโภคไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไรหลังสถานการณ์โควิด-19’  อีเวนท์ออนไลน์ที่เน้นติดอาวุธให้ธุรกิจไทยก้าวผ่านช่วงภาวะวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยผู้เชี่ยวชาญจาก LINE ประเทศไทย ร่วมกับนักการตลาดชั้นนำ เผยข้อมูลวิเคราะห์การตลาดและกลยุทธ์ธุรกิจต่างๆ ให้ผู้ประกอบการสามารถรับมือและปรับตัวได้ ผ่านช่องทาง LINE Official Account: @Linebizth เมื่อวันที่ 15 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมรับชมอย่างล้นหลามรวมมากกว่า 300,000 คน โดยในช่วงแรก คุณสมวลี ลิมป์รัชตามร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะนีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด ได้เผยแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวรในหัวข้อ ‘Next for Thais: เทรนด์ผู้บริโภคไทยในก้าวต่อไปหลังสถานการณ์โควิด-19’ โดยการกักตัวอยู่บ้านได้เปลี่ยนพฤติกรรมการรับสื่อและการบริโภคของผู้คนไปเน้นช่องทางออนไลน์มากขึ้น และมีแนวโน้มจะกลายเป็นพฤติกรรมถาวรแม้สถานการณ์โควิด-19 จะดีขึ้นในอนาคต   “ความต้องการซื้อสินค้าที่จำเป็นผ่านออนไลน์มีอัตราการเติบโตสูงขึ้น นอกจากนี้ผู้บริโภคยังหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพและประสิทธิภาพของสินค้ามากขึ้น…

WFH ดันยอดการใช้ Cisco WebEx พุ่งกระฉูด โตกว่า 800% พร้อมเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อน Workspace Transformation

จากวิกฤตการณ์โควิด-19 และองค์กรทั่วโลกให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from home) ได้เปลี่ยนโฉมรูปแบบการทำงานอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และกลายเป็น New Normal หรือบรรทัดฐานใหม่ ที่จะเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การทำงานของผู้คนในปัจจุบัน ซี่งจริงๆแล้ว WFH เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรูปแบบการทำงานในยุคดิจิทัล แต่สิ่งที่ธุรกิจกำลังมองหาคือ ทำอย่างไรให้พนักงานมีการทำงานร่วมกันจากที่ไหนก็ได้ ประสานงานร่วมกันได้ทันทีเหมือนอยู่ที่เดียวกัน และแก้ปัญหาร่วมกันได้ทุกเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือ “Workspace Transformation” การเปลี่ยนวิธีการทำงานให้ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพบนข้อมูลเดียวกัน ซึ่งอาศัย 3 ปัจจัยหลักคือ คน กระบวนการ และเทคโนโลยี   วิกฤต SARS ที่ประเทศจีนเมื่อ 17 ปีที่แล้ว เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เกิดธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ และวิกฤตโควิด-19 ก็กำลังทำให้เกิดจุดเปลี่ยนที่สำคัญของรูปแบบการทำงาน และเป็นแรงผลักดันที่ทำให้มนุษย์เข้าสู่โหมด “วิถีชีวิตแบบดิจิทัล” อย่างแท้จริง การ์ทเนอร์ประเมินว่าภายในปี 2567 การทำงานแบบรีโมทจะส่งผลกระทบต่อการประชุมขององค์กร โดยการประชุมแบบ face to face จะเกิดขึ้นเพียง 25% ลดลงจากเดิมที่สูงถึง 60% และ 64% ของคนทำงานในปัจจุบันกล่าวว่าพวกเขาสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้…

Top