You are here
Home > Top Story

เทรนด์ดิจิทัลไฟแนนซ์มาแรงแห่งปี 2020 ในมุมของ Grab

นวัตกรรมด้านการเงินเป็นสิ่งที่ตลาดและผู้บริโภคให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันในหลายด้าน ทั้งการจับจ่ายใช้สอย ไปจนถึงการวางแผนธุรกิจส่วนตัว แกร็บ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป กลุ่มธุรกิจด้านการเงินของ แกร็บ ผู้นำด้านซูเปอร์แอปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ตอบสนองทุกความต้องการในทุกวันของผู้บริโภค มองว่าในปี 2020 จะมีบริการด้านการเงินดิจิทัลออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยมีนวัตกรรมจากบริษัทฟินเทคเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ และนี่คือ 3 เทรนด์แห่งวงการฟินเทคที่น่าจับตามอง     โมบายวอลเล็ต แรงขับเคลื่อนสำคัญสู่สังคมไร้เงินสด จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าจำนวนธุรกรรมผ่านมือถือและอินเทอร์เน็ตระหว่างปี 2557 – 2561 เพิ่มขึ้นถึง 116% ต่อปี และแกร็บ ไฟแนเชียล กรุ๊ป เชื่อว่า อัตราการใช้บริการด้านโมบายแบงก์กิ้งจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในบริการที่น่าจับตามอง คือ กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีวอลเล็ต (e-wallet)   ปัจจุบัน อีวอลเล็ตได้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินของประเทศไทย และเป็นอีกทางเลื อกสำคัญสำหรับการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน ทั้งบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และร้านค้าในหลากหลายหมวดหมู่ นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถรับสิทธิประโยชน์มากมาย เช่น ส่วนลดพิเศษ และการสะสมแต้ม ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้บริโภคหันมาชำระเงินแบบไร้เงินสดมากขึ้นอีกด้วย   นายวรฉัตร…

RICOH เตรียมเปิดทำการโรงงานผลิตเครื่องพิมพ์ สำหรับสำนักงาน ณ เมืองตงกวน ประเทศจีน ในเดือนเมษายน 2563

RICOH ได้ประกาศที่จะเริ่มเปิดใช้โรงงานผลิตแห่งใหม่ในชื่อบริษัท “Ricoh Manufacturing (China) Ltd.” ในเดือนเมษายน 2563 บริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นในฐานะส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ของ RICOH เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ความสามารถในการผลิตทั่วโลกในฐานะศูนย์กลางการผลิตเครื่องพิมพ์สำหรับสำนักงานของ RICOH นอกจากนี้ยังสามารถวางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้ระบบการวิเคราะห์ของทั้งข้อมูลยอดขาย และข้อมูลการผลิตผ่านเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) อีกทั้งยังมีการติดตั้งหุ่นยนต์ใหม่ล่าสุด และระบบออโตเมชั่นในโรงงานเพื่อยกระดับกระบวนการผลิตอีกด้วย

เทรนด์ไมโคร ร่วมมือกับตำรวจสากล ทำให้ช่วยลดการโจมตีแบบ Cryptojacking ได้ถึง 78%

อาชญากรไซเบอร์มักมีแนวโน้มที่จะก้าวนำหน้ากลุ่มแฮกเกอร์หมวกขาวอยู่เสมอ ด้วยการปกปิดตัวตนแบบนิรนามทำให้สามารถเปิดฉากการโจมตีแบบเวอร์ชวลจากที่ไหนก็ได้บนโลก และการโจมตีแต่ละครั้งก็มักสร้างความประหลาดใจอยู่เสมอ แต่ทางฝั่งของพวกเราก็มีอาวุธลับอยู่เช่นกัน นั่นคือ ความร่วมมือ จุดนี้เองเป็นเหตุผลที่เทรนด์ไมโครให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์กับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และกลุ่มธุรกิจด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์อื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา ครั้งนี้เราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับปฏิบัติการของ INTERPOL และประสบความสำเร็จกับโครงการ INTERPOL Global Complex for Innovation (IGCI) ในประเทศสิงคโปร์ ที่ช่วยลดจำนวนผู้ใช้ที่ติดมัลแวร์ Cryptomining ได้ถึง 78% การโจมตีแบบ Cryptomining กำลังทวีความรุนแรงต่อเนื่อง การโจมตีลักษณะดังกล่าวเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Cryptojacking ถือเป็นการโจมตีที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมากในหมู่อาชญากรไซเบอร์ที่ต้องการหาเงิน สาเหตุเนื่องจากเหยื่อแทบไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังโดนโจมตีอยู่ โดยที่มัลแวร์ฝังตัวอยู่บนเครื่องแล้วคอยขุดเหมืองเงินคริปโตตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ แฮกเกอร์ก็ยังพยายามเปิดฉากการโจมตีที่ซับซ้อนมากขึ้นกับระบบไอทีขององค์กร และเซิร์ฟเวอร์คลาวด์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการขุดเหมือง และทำเงิน กลุ่มอาชญากรหลายรายก็ยังเลือกที่จะโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ตามบ้านอย่างเช่น เราเตอร์  ทั้งนี้เพราะระบบเหล่านี้มักไม่ได้มีการป้องกันอย่างเพียงพอ และสามารถผสานกลุ่มอุปกรณ์เหล่านี้ให้เป็นกองทัพบอทเน็ตไปพร้อม ๆ กับเป็นฟาร์มถลุงเงินมหาศาลได้ ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ Cryptojacking ยังเป็นอันตรายที่หลบซ่อนการตรวจจับได้ร้ายกาจที่สุดในปี 2019 ในแง่ของอันตรายที่อยู่ในรูปของไฟล์ (อ้างอิงจากข้อมูลของเทรนด์ไมโคร ดูข้อมูลได้ที่ http://bit.ly/2tSqPyN) แม้จะไม่ได้สร้างผลกระทบเสียหายอย่างรุนแรงเหมือนกับเหตุข้อมูลรั่วไหล การโจมตีแบบฟิชชิ่ง…

รับมือกับทุกภัยคุกคามในโลกไซเบอร์บริการ Managed Security จาก NetONE

ถ้าเปรียบเรื่องราวของการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นภาพยนตร์ หนังเรื่องนี้คงเต็มไปด้วยการชิงไหวพริบระหว่างพระเอกก็คือฝ่ายไอทีขององค์กร และผู้ร้ายคือบรรดาแฮกเกอร์ ไวรัส มัลแวร์ แรนซัมแวร์ การโจมตีระบบเครือข่ายและภัยคุกคามต่างๆ บนโลกออนไลน์ ซึ่งสามารถสร้างความสูญเสีย ทั้งรายได้ ความเชื่อมั่น ลูกค้า และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะตามมาอย่างมากมายให้ธุรกิจ   สำหรับธุรกิจในยุคดิจิทัล ที่ระบบไอทีเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการดำเนินงาน หน้าที่หลักของฝ่ายไอทีคือคิดค้นหาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ คงไม่ใช่เรื่องดีหากต้องค่อยพะวงกับการรับมือภัยคุกคามที่จู่โจมองค์กรแบบไม่มีวันหยุดพัก   การจะรับมือกับภัยคุกคามได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ คุณอาจต้องใช้เงินจำนวนมากจัดหาระบบรักษาความปลอดภัย ใช้เวลาในการศึกษาเรียนรู้ รวมถึงต้องจัดเตรียมบุคลากร เพื่อคอยเฝ้าระวังไม่ให้ภัยคุกคามสร้างความเสียหายให้แก่องค์กร   เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระการรับมือกับภัยไซเบอร์เหล่านี้ องค์กรต้องมีมืออาชีพที่จะมาช่วยฝ่ายไอที คอยเฝ้าระวัง คอยเฝ้าดู ตรวจหาความผิดปรกติ จัดการกับภัยคุกคามต่างๆ ตลอด 7 วัน 24 ชั่วโมง มีบริการหลากหลายรูปแบบ เพื่อช่วยให้ฝ่ายไอทีสามารถทุ่มเทกับการพัฒนาโซลูชันที่สามารถตอบสนองความต้องการทางธุรกิจขององค์กรได้อย่างเต็มที่ และช่วยให้คุณดำเนินธุรกิจได้อย่างอุ่นใจ NetONE ผู้เชี่ยวชาญระบบรักษาความปลอดภัย ด้วยประสบการณ์มากกว่า 25 ปี ของการดำเนินธุรกิจ NetONE เราคือผู้ให้บริการระบบไอทีระดับเอ็นเทอร์ไพรส์ ครบวงจร มีความเชี่ยวชาญในระบบการรักษาความปลอดภัยระบบไอที และเป็นพาร์ทเนอร์ระดับ Cisco Partner Gold Certified…

Alibaba Cloud บุกไทย ผนึกกำลังพันธมิตร INET ให้บริการ ”คลาวด์เซอร์วิส” รายแรกในไทย

อินเทอร์เน็ตประเทศไทย ผู้ให้บริการด้าน คลาวด์ โซลูชันส์ และดิจิทัลแพลตฟอร์มชั้นนำของประเทศไทยประกาศความร่วมมือในการจัดจำหน่าย Alibaba Cloud ผู้นำด้าน Data Intelligence ที่สำคัญของ Alibaba Group โดยการนำผลิตภัณฑ์และโซลูชันส์ชั้นนำหลากหลายประเภท ที่ได้รับการยอมรับของ Alibaba Cloud ผนวกเข้ากับความสามารถในการให้บริการของ INET ในทุกกลุ่มธุรกิจในประเทศไทย Alibaba Cloud หนึ่งในผู้ให้บริการ IaaS ชั้นนำของโลกและอันดับ 1 ของเอเชียแปซิฟิกสำหรับ IaaS และ IUS (Infrastructure Utility Services) ที่มีส่วนแบ่งการตลาดติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปีซ้อน และตามข้อมูลของ IDC เป็นผู้ให้บริการ Public cloud ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และ ได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกับอินเทอร์เน็ตประเทศไทย (INET) โดยแต่งตั้งให้เป็นผู้ให้บริการ Alibaba Cloud Computing รายแรกในประเทศไทย   การร่วมมือครั้งนี้ คุณมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ…

ข้อคิดจาก Alex Osterwalder กูรูด้านการบริหารจัดการและโมเดลธุรกิจระดับโลก

“ถ้าคุณอยู่ในองค์กรที่ไม่เปิดโอกาสให้คุณทดลองทำอะไรใหม่ ๆ และไม่ยอมรับในความล้มเหลว ให้คุณลาออกจากบริษัทนั้นซะ” นี่คือคำพูดอันตรงไปตรงมาของ อเล็กซ์ ออสเทอร์วัลเดอร์ (Alex Osterwalder) หนึ่งในนักคิดด้านการบริหารจัดการและโมเดลธุรกิจ เจ้าของ Business Model Canvas ซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลก ที่กล่าวอย่างน่าสนใจระหว่างการเวิร์คช็อป “Alex Osterwalder’s Corporate Innovation Masterclass” ที่เอสซีจี จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ โดยมี Nexter Academy (เน็กซ์เตอร์ อะคาเดมี) หน่วยงานด้านนวัตกรรมองค์กรและขับเคลื่อนการเติบโตธุรกิจใหม่ ภายใต้ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เป็นแม่งานหลักในการจัดงาน ซึ่งได้การตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมอย่างล้นหลามจากผู้บริหารระดับสูงและเจ้าของธุรกิจทั้งขนาดเล็กและใหญ่ที่สนใจจากทั่วประเทศ ซึ่งต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติกลับไปอย่างคุ้มค่าตลอดสองวันเต็ม   เพราะโลกธุรกิจไม่ได้มีใบเดียว อเล็กซ์กล่าวว่า โลกธุรกิจทุกวันนี้แบ่งออกได้สองแบบ คือ โลกธุรกิจในปัจจุบัน (Exploit) ที่เน้นการทำสิ่งที่มีอยู่ให้คุ้มแรง คุ้มทุน รวดเร็ว และผิดพลาดน้อยที่สุด รวมถึงการออกสินค้ารุ่นใหม่หรือการขยายตลาดบนพื้นฐานของธุรกิจเดิม เพื่อให้ธุรกิจยังทำกำไรได้ต่อไป แต่โลกธุรกิจอีกใบที่ละสายตาไม่ได้เลย นั่นคือ โลกธุรกิจในอนาคต (Explore) ที่แม้ไม่อาจรู้ได้อย่างแน่ชัดว่าองค์กรกำลังจะเดินไปทางใดหรือจะเจอกับอะไร แต่การกระโดดเข้าสู่โลกแห่งความไม่รู้นี้เองที่จะทำให้ธุรกิจและองค์กรสามารถอยู่รอดต่อไปได้อีกนับสิบปี ขึ้นอยู่กับว่าโมเดลธุรกิจของใครจะดีกว่า  …

2563 ปีทองของสินทรัพย์ดิจิทัล

และแล้วเราก็ก้าวเข้าสู่ปีใหม่และปีนี้ยังเป็นปีที่เริ่มทศวรรษใหม่อีกด้วย ไม่น่าเชื่อเลยว่าประชาชนเริ่มรู้จักและได้สัมผัสกับสินทรัพย์ดิจิทัลจริงๆ เมื่อสองสามปีที่ผ่านมานี้เองคือในช่วงปี 2560 ในช่วงเวลานั้นสื่อและนักเก็งกำไรต่างพากันพาดหัวข่าวและแชร์เรื่องราวซึ่งทำให้ตลาดผันผวนและเกิดการปั่นราคากันอย่างมากมาย และนั่นทำให้ราคาของสินทรัพย์ดิจิทัลพุ่งทะยานขึ้นและตกลงวูบลงในเวลาไม่นานซึ่งเกิดขึ้นหลายรอบ ต่อมาในปี 2562 ปัญหาความผันผวนก็สงบลงตลอดช่วงปี เมื่อเกิดการเก็งกำไรลดลงและสินทรัพย์ดิจิทัลเริ่มถูกนำมาใช้งานในแต่ละภาคส่วน การที่มันถูกเริ่มนำมาใช้งานเป็นการช่วยสาธิตให้ผู้คนเข้าใจถึงคุณค่าของสินทรัพย์ดิจิทัลว่ามันเป็นมากกว่าสกุลเงินที่ใช้แลกเปลี่ยนซื้อขาย แต่ยังช่วยเพิ่มเสถียรภาพ (stability) ได้อีกด้วย แม้จะมีผู้วิพากษ์วิจารณ์และกังขาในตัวสินทรัพย์ดิจิทัลโดยเปรียบมันเหมือนเกมส์เจนก้าที่เมื่อเคลื่อนไม้ผิดพลาดเพียงนิดเดียวทุกอย่างก็พังครืนลงในพริบตา แต่ที่ริปเปิลเรามองเห็นอนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัลว่ามันเหมือนเกมส์เลโก้เซตใหญ่มากกว่า ซึ่งเมื่อคุณค่อยๆ ต่อชิ้นส่วนเข้าด้วยกันคุณก็จะได้มุมมองใหม่ของโลกที่คุณคุ้นเคย หรือแม้กระทั่งสร้างโลกใบใหม่ที่คุณเคยได้แต่จินตนาการถึง   มองไปข้างหน้าเราเชื่อว่าปี 2563 จะเป็นปีที่เทคโนโลยีและแอพลิเคชั่นใหม่ ๆ สำหรับสินทรัพย์ดิจิตอลจะเปิดตัวขึ้น และนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายและเป็นรูปธรรมในวงการธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะ 3 ปัจจัยสำคัญที่จะถูกนำมาเปิดใช้ขึ้นในปีแรกแห่งทศวรรษใหม่นี้ ซึ่งจะทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นที่ยอมรับในวงกว้างมากขึ้น สินทรัพย์ดิจิทัลผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับผู้บริโภค XRP เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่ออำนวยความสะดวกในการชำระเงินข้ามพรมแดน บริษัทหลายแห่งรวมถึง MoneyGram และ goLance และแอปพลิเคชั่นอื่น ๆ ได้รับรองความพอใจในการใช้งาน XRP และเราคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีบริษัทอื่นอีกมากมายที่จะประยุกต์ใช้ผลิตภัณฑ์ของเราในปีหน้าที่กำลังจะถึงนี้ แต่เราก็คาดว่าสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ ก็คิดเช่นนั้นเหมือนกันและการแข่งขันอาจคึกคักมากในปีแรกแห่งทศวรรษใหม่นี้   อะชีช บีร์ลา รองประธานกรรมการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ของริปเปิล คาดการณ์ว่า Mobile Wallets จะก้าวเข้าสู่แวดวง blockchain และ…

ครม.เห็นชอบให้ TOT ควบรวม CAT เป็น”บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ” ภายในเวลา 6 เดือน

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ บมจ. ทีโอที (TOT) และ บมจ.กสท โทรคมนาคม (CAT) ควบรวมกิจการเป็นบริษัทเดียวตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยให้บริษัทที่ตั้งใหม่ใช้ชื่อ “บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (National Telecom: NT Co.)” และมีกระทรวงการคลังถือหุ้นทั้งหมด พร้อมทั้งมอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กำกับดูแลดำเนินการข้างต้นให้เป็นไปตามเป้าหมายและกรอบระยะเวลาที่กำหนดโดยให้ TOT และ CAT ควบรวมบริษัทให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับจากวันที่ ครม.มีมติ และรายงานความคืบหน้าให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ทราบทุกเดือนต่อไป นอกจากนั้น ยังให้ยกเลิกมติ ครม.เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.60 และให้ยุบเลิก บริษัท โครงข่าย บรอดแบนด์แห่งชาติ จำกัด (NBN) และ บริษัทโครงข่ายระหว่างประเทศและศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต จำกัด (NGDC) โดยให้…

10 เทรนด์เทคโนโลยีที่มาแรงในปี 2563

การ์ทเนอร์ระบุถึงแนวโน้มเทคโนโลยีที่สำคัญซึ่งจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต โดยตอนนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและคาดว่าจะได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายและสร้างแรงกระเพื่อมในวงกว้างมากขึ้น หรือมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วจนถึงระดับสูงสุดในช่วงอีก 5 ปีข้างหน้า มร. เดวิด เซียร์ลีย์ รองประธานและผู้เชี่ยวชาญอาวุโสของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “People-Centric Smart Space คือโครงสร้างที่ใช้ในการจัดการและประเมินผลกระทบหลักของเทรนด์เทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดที่การ์ทเนอร์ใช้ สำหรับปี 2563  การกำหนดกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีโดยยึดเอาผู้ใช้เป็นศูนย์กลางนับเป็นหนึ่งในแง่มุมที่สำคัญที่สุดของเทคโนโลยี โดยพิจารณาถึงผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อลูกค้า พนักงาน คู่ค้า สังคม และภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง  การดำเนินการทั้งหมดขององค์กรจะต้องคำนึงถึงผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อมที่จะเกิดขึ้นต่อบุคคลและกลุ่มต่าง ๆ และนี่คือแนวทางการดำเนินงานที่ให้ความสำคัญกับบุคคลเป็นหลัก”   “สมาร์ทสเปซสร้างขึ้นจากแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับคน สมาร์ทสเปซเป็นสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ผู้คนและระบบที่อาศัยเทคโนโลยีมีปฏิสัมพันธ์กันในระบบนิเวศน์อัจฉริยะที่เปิดกว้าง มีการเชื่อมต่อถึงกัน และมีการประสานงานร่วมกันมากขึ้น หลาย ๆ องค์ประกอบ รวมถึงบุคคล กระบวนการ บริการ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ทำงานร่วมกันในสมาร์ทสเปซ เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์โต้ตอบแบบอินเทอร์แอคทีฟและกลมกลืนอย่างอัตโนมัติยิ่งขึ้น” มร. เซียร์ลีย์ กล่าวเพิ่มเติม Hyperautomation Hyperautomation เป็นการผสานรวมเทคโนโลยี Machine Learning (ML), ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป และเครื่องมือต่าง ๆ สำหรับระบบงานอัตโนมัติเข้าไว้ด้วยกันเพื่อรองรับการทำงาน  ไฮเปอร์ออโตเมชั่นนอกจากจะครอบคลุมเครื่องมือที่หลากหลายแล้ว…

คาดแนวโน้มภัยไซเบอร์ในปี 2020

ทุกปี ผู้เชี่ยวชาญของฟอร์ติเน็ตจะรวบรวมงานวิจัยล่าสุดที่เกี่ยวกับแนวโน้มของอาชญากรรมไซเบอร์ การวิจัยภัยคุกคาม รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องต่างๆ ออกมาเป็นรายงานที่สะท้อนให้เห็นว่าภูมิทัศน์ความปลอดภัยทางไซเบอร์จะมีลักษณะอย่างไรทั้งในระยะสั้นและอนาคต ผมคิดว่าการมองในภาพรวมและคาดการณ์นี้มีความสำคัญมาก เนื่องจากชุมชนอาชญากรไซเบอร์ประสบความสำเร็จในการคุกคาม โดยอาศัยทำนายการตัดสินใจของเหยื่อที่แม่นยำมากขึ้น และใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงเครือข่ายมากขึ้น จึงพบภัยคุกคามมากขึ้น อาชญากรไซเบอร์ใช้กลยุทธ์ “โจมตีในทุกรูปแบบ” ในการโจมตีของพวกเขา เราจึงเห็นการพัฒนาวิธีการโจมตีที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น เราได้เห็นการใช้เทคนิคการหลบหลีกขั้นสูง (Advanced Evasion Techniques: AETs) เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน เทคนิคยอดนิยมดังกล่าวนี้ออกแบบมาโดยความตั้งใจให้สามารถป้องกันการตรวจจับ อีกทั้งยังสามารถปิดฟังก์ชั่นด้านความปลอดภัยและอุปกรณ์ได้ สามารถปฏิบัติงานได้โดยไม่ถูกตรวจพบอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เราสังเกตุเห็นกลยุทธ์ที่อาชญากรไซเบอร์ใช้เพิ่มเติมอีก กลยุทธ์แรก คือ เหมือนกับองค์กรทั่วๆ ไปที่พวกเขาจะไม่ใช้เงินหากไม่จำเป็นหรือไม่ต้องการ เช่น จากรายงานภัยคุกคามภูมิทัศน์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ล่าสุดจากฟอร์ติเน็ต แสดงให้เห็นว่าอาชญากรไซเบอร์สามารถกำหนดเป้าหมายช่องโหว่จากปีคศ. 2007 ได้มากกว่าปีคศ. 2018-2019  จึงทำให้อาชญากรไซเบอร์ไม่จำเป็นต้องลงทุนพัฒนามัลแวร์ทูลส์ใหม่ ในเมื่อองค์กรยังมีการป้องกันเครือข่ายของตนในระดับที่ต่ำอยู่ ยังมีโอกาสในการคุกคามสูงอยู่ อีกกลยุทธ์ที่ใช้ คือ การกำหนดเป้าหมายการโจมตีในปริมาณมากที่สุด เช่น ในรายงานเดียวกันนี้พบว่า อาชญากรกำลังกำหนดเป้าหมายไปยังบริการที่ส่วนเอจ ที่มีการเชื่อมต่อกับสาธารณชนมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นการฉวยโอกาสที่องค์กรกำลังขะมักเขม้นอัปเกรดอุปกรณ์เกตเวย์รักษาความปลอดภัยให้ระบบอีเมลของตนและฝึกอบรมบุคลากรเพื่อต่อสู้กับภัยฟิชชิ่งที่มีมากมายในขณะนี้อยู่ อาชญากรจึงใช้กลยุทธ์โจมตีที่แตกต่างกันในปริมาณมาก และคุกคามเข้ามาในเครือข่ายได้สำเร็จ และที่น่าสนใจมากที่สุดในขณะนี้ คือ การพัฒนากลยุทธ์การโจมตีที่ใช้การทำงานร่วมของภัยประเภทหนอน (Swarm-based attacks) ซึ่งผมได้เคยออกรายงานมาระยะหนึ่งแล้ว…

Top