You are here
Home > Trends

ธุรกิจการเงินการธนาคารชี้ IoT จะโตได้ถ้าจัดการปัญหาด้านซีเคียวริตี้ผ่าน

ทุกวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในต่างประเทศได้เริ่มมีการนำอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) เข้ามาใช้เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร โดยหวังว่าอุปกรณ์ IoT เหล่านั้นจะสามารถสร้างประสบการณ์ในเชิงบวกให้กับผู้บริโภคได้ดีกว่าเทคโนโลยีในอดีต อีกทั้งยังมองว่าอุปกรณ์ IoT เหล่านั้นจะสามารถเพิ่มความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ด้วย Jim Marous ผู้เชี่ยวชาญด้านฟินเทค จาก The Financial Brand กล่าวโดยสรุปถึงตลาด IoT ว่า โลกของ IoT คือเครือข่ายของเซนเซอร์ที่เชื่อมต่อกันโดยฝังอยู่ในอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อเก็บข้อมูล และแชร์ข้อมูลเหล่านั้นกับผู้ใช้งาน แอปพลิเคชัน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยกัน ซึ่งจากความสามารถในการวัดค่าของอุปกรณ์ IoT เหล่านี้สามารถปฏิวัติอุตสาหกรรมได้เลยทีเดียว ที่สำคัญ การมาถึงของ IoT ยังมีผลต่อการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้กับธนาคารได้อย่างมีนัยสำคัญด้วย ทั้งนี้จากรายงานของบริษัทที่ปรึกษา Cap Gemini ได้มีการอ้างอิงตัวเลขของ General Electric ที่เคยระบุว่า ตลาด IoT นั้นมีศักยภาพที่จะเติบโตสู่มูลค่า 10 – 15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในอีก 20 ปีข้างหน้า…

นักลงทุนเงินหนามองหาที่ปรึกษาดิจิตอลเพิ่มขึ้น

ฟินโนเวทชี้คนที่มีฐานะมั่งคั่งกำลังมีการลงทุนสร้างความความมั่งคั่งของพวกเขาเพิ่มมากขึ้นผ่านที่ปรึกษาหุ่นยนต์ ซึ่งกำลังมีการขยายการบริการต่างๆ เพิ่มขึ้น เดวิด เพนน์ นักวิจัยของฟินโนเวทระบุคนที่มีความมั่งคั่งที่ต้องเผชิญหน้ากับคนที่เกิดในยุคดิจิตอลควบคู่ไปกับความเสี่ยงในระยะยาวที่เกิดกับนักลงทุนยุคเก่าเป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในส่วนของการให้คำปรึกษาแบบอัตโนมัติผ่านระบบดิจิตอล (robo-advice) โดยมีการปรับปรุงการความสามารถต่างๆ ของบริการที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มีมากกว่าการให้คำแนะนำในรูปแบบเดิมๆ เพนน์กล่าวว่า “โปรแกรมให้คำปรึกษาแบบอัตโนมัติผ่านระบบดิจิตอลที่มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นเพื่อช่วยบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคลและรองรับการบริหารจัดการความมั่งคั่ง และการวางแผนทางการเงินที่กำลังขยายตัวได้มากขึ้น นี่ยังรวมถึงทุกอย่างตั้งแต่การวางแผนการดูแลสุขภาพ ประกัน ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ การศึกษา และการพักผ่อนด้วย” เพนน์ระบุว่าการที่การให้คำปรึกษาแบบอัตโนมัติผ่านระบบดิจิตอลมีความซับซ้อนและได้รับการยอมรับมากขึ้น ทำให้นักลงทุนที่ร่ำรวยมีการใช้บริการเหล่านี้ในการจัดการการเงินของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น “การให้บริการลูกค้าที่มั่งคั่งเกี่ยวข้องกับทั้งความซับซ้อนทางเทคโนโลยีที่มากขึ้นในส่วนของโปรแกรมให้คำปรึกษาแบบอัตโนมัติผ่านระบบดิจิตอล และการบริการลูกค้าที่กว้างขวางมากขึ้น” เพนน์กล่าว “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกค้าที่มั่งคั่งอาจต้องการเข้าถึงการลงทุนที่ซับซ้อนมากขึ้นรวมถึงการลงทุนในส่วนที่ไม่ใช่ตราสารทุน รวมถึงการจัดการปรับสมดุลการลงทุน และการจัดการภาษีที่มีความซับซ้อนมากกว่านักลงทุนทั่วไป” บริการฟินเทคที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คนที่มีฐานะมั่งคั่งจัดการทรัพย์สินของพวกเขากำลังเกิดขึ้นในตลาด เพนน์กล่าว และเสริมว่าตอนนี้มีคนที่มีฐานะมั่งคั่งใช้บริการเหล่านี้กับการลงทุนของพวกเขาเรียบร้อยแล้ว และในอีกสองปีข้างหน้าจะมีการใช้บริการเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 20

โครงการนำร่องบล็อกเชนเชิงพาณิชย์พร้อมให้บริการในปี 2560

ทิม ลีอา ผู้ก่อตั้ง Veredictum.io   Veredictum.io เผยภาคบริการทางการเงินจะเริ่มเปิดตัวโครงการนำร่องด้านการให้บริการบล็อกเชนเชิงพาณิชย์ในปีนี้ ทิม ลีอา ผู้ก่อตั้ง Veredictum.io เผยว่าในปีที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินหลายรายได้พัฒนาและทดสอบต้นแบบของเทคโนโลยีบล็อกเชน และในปีใหม่จะเริ่มเห็นลูกค้าเข้ามาใช้บริการดังกล่าว ลีอากล่าวว่า “ในปี 2560 ภาคบริการทางการเงินจะเริ่มเปิดตัวโครงการนำร่องเชิงพาณิชย์ในส่วนที่ลูกค้าในเชิงพาณิชย์ของพวกเขารู้สึกว่าเป็นจุดที่เป็นปัญหาและสร้างความยุ่งยากมากที่สุดนั่นคือการชำระเงินระดับโลก และการค้าระหว่างประเทศ” “ลูกค้าในเชิงพาณิชย์เข้าใจถึงความเสี่ยงและประโยชน์มากมายของเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถลดระยะเวลาในการชำระเงินระหว่างประเทศ และลดขั้นตอนการทำงานที่ชักช้าเสียเวลา” เทคโนโลยีบล็อกเชนทางการเงินสำหรับผู้บริโภคทั่วไปจะมาจากบริษัทสตาร์ทอัพขนาดเล็กมากกว่าจะเป็นสถาบันการเงินอย่างธนาคาร  ลีอากล่าวว่าบริษัทขนาดเล็กจะมีความคล่องตัวมากพอที่จะเปิดให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบเทคโนโลยีที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์จากการนำมาใช้งานจริง ลีอากล่าวเสริมว่า killer app ตัวแรกบล็อกเชนคือสิ่งที่เกิดขึ้นจากประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังหาทางจัดการกับจุดที่เป็นปัญหาและสร้างความยุ่งยากให้กับพวกเขามากที่สุด “สหประชาชาติระบุว่าประชากรโลกร้อยละ 20 ไม่มีอัตลักษณ์ที่ระบุความเป็นตัวตน และ เฮอร์นัน เดโซโต้ นักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรู ประเมินว่ามีประชากรโลกเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นที่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของพวกเขาอย่างถูกต้อง ซึ่งนี่เป็นปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สืบเนื่องกันมาอย่างยาวนานซึ่งสามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพโดยใช้บล็อกเชน” ลีอากล่าว “ในขณะที่บล็อกเชนอาจช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานของธนาคารได้ถึง 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาโลกโดยการทำให้เกษตรกรสามารถใช้ตัวตนของพวกเขาในการซื้อและทำงานในที่ดินของพวกเขาได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย รวมถึงมีโอกาสใช้บริการธนาคารเป็นครั้งแรกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” ลีอากล่าวทิ้งท้าย  

ฟินเทค กับ ธนาคารแบบเดิม: ไม่ใช่เกมส์ล้มกระดาน

ภาคบริการทางการเงินกำลังพยายามทรงตัวอยู่ท่ามกลางยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจคาดเดาได้ นวัตกรรมต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟน การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และเทคโนโลยีบล็อกเชนที่อยู่เบื้องหลังบิทคอยน์กำลังบีบบังคบให้ธนาคาร บริษัทประกัน และบริษัทในวอลล์สตรีทต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับอนาคตที่ไม่อาจคาดเดาได้ที่บางส่วนของกฎเกณฑ์เดิมๆ ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป  เราเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน ลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างบล็อคบัสเตอร์กับเน็ตฟิกซ์ ร้านแผ่นเสียงกับเพลงดิจิตอล หรือแม้กระทั่งสมุดหน้าเหลืองกับกูเกิ้ล แต่สิ่งที่ต่างจากตัวอย่างเหล่านั้นก็คือ ภาคการธนาคารที่กำลังถูกสั่นคลอนจะไม่ได้อยู่ในเกมส์คนหนึ่งได้คนหนึ่งเสีย โดยเมื่อเร็วๆ นี้เดวิด บลูเบิร์ก ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการบลูมเบิร์กแคปิตอลได้นำเสนอแง่มุมดังกล่าวผ่านบทความที่น่าสนใจ ซึ่งผมขอนำมาแบ่งปันในที่นี้ บางคนถกเถียงว่าในแวดวงเทคโนโลยีทางด้านการเงิน หรือฟินเทค อาจต้องใช้เวลาอีกพอสมควรที่สตาร์ทอัพ ซึ่งกำลังพัฒนาเทคโนโลยีในการแปลงเงินให้ไปอยู่ในรูปแบบดิจิตอล และสร้างรายได้จากข้อมูลจะทำลายและไล่บี้คู่แข่งที่มีขนาดใหญ่กว่า และดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนานได้  ในทางกลับกัน ผู้เล่นชั้นนำในอุตสาหกรรมการธนาคารยังพยายามรักษาผลประโยชน์ที่สำคัญเอาไว้ โดยการซื้อเวลาด้วยการปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้บริการใหม่ๆ เพิ่มขึ้น และดีขึ้นแก่ลูกค้า แต่กลุ่มลูกค้าทุกกลุ่มต่างก็มีการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายเป็นของตนเอง ธนาคารที่ต้องการเติบโตต่อไปจำเป็นต้องมีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว และต้องตัดสินใจให้ได้ว่าตลาดส่วนไหนที่พวกเขาจะต้องเพิ่มการลงทุนมากขึ้น ส่วนไหนควรนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้งานเพื่อรับมือกับตลาดได้ดีขึ้น และส่วนไหนที่พวกเขาจะยอมยกให้ผู้มาใหม่ การปฏิวัติฟินเทคเร่งให้มีการประกาศใช้กฎระเบียบใหม่ๆ โดยเฉพาะหลังวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008 ซึ่งทำให้บางสายธุรกิจของธนาคารทำกำไรลดน้อยลงและเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ การสื่อสารยุคใหม่ที่ทันสมัย และเครื่องมืออื่นๆ เพื่อให้บริการแก่ผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีมากขึ้น ในระยะแรกธนาคารพยายามจะพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้ขี้นมาเองเพื่อให้ทันกับคู่แข่งที่มีการปรับตัวได้รวดเร็วกว่า  แต่ธนาคารกลับพบว่าการเร่งให้เกิดนวัตกรรมเป็นเรื่องที่ยากมาก และยิ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อจะต้องทำทุกอย่างให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าหลายหลายกลุ่ม แม้ว่าตอนนี้จะเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่าฝ่ายไหนจะเป็นผู้กำชัยชนะ เพราะมีสตาร์ทอัพเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่สามารถสร้างแบรนด์ที่เป็นที่เชื่อถือของผู้บริโภคในด้านการขนาดของการให้บริการ และการรองรับมาตรฐานด้านการกำกับดูแลได้ ในขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่เองก็อ้างว่าพวกเขาทำงานอย่างหนักที่จะเลียนแบบวัฒนธรรมที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรม และความคล่องตัวของสตาร์ทอัพในซิลิกอนวัลเล่ย์ แต่สิ่งที่เห็นก็คือพวกเขามีความคืบหน้าในเรื่องนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น…

ฟินเทค 3.0 ความยั่งยืนของอุตสากรรมทางการเงิน

หากเปรียบการเติบโตของธุรกิจฟินเทคในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเหมือนการพัฒนาซอฟต์แวร์แล้ว ต้องบอกว่า “ฟินเทค 1.0” ที่เผยโฉมเป็นเวอร์ชั่นแรกราวปี 2012 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับอุตสาหกรรมทางการเงินไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยนวัตกรรมทางการเงินที่เกิดจากไอเดียใหม่ๆ ของฟินเทคสตาร์ทอัพ ผสมผสานกับการได้รับเงินทุนสนับสนุนจำนวนมหาศาลจากกองทุน และนักลงทุนต่างๆ ทำให้นักวิเคราะห์ของหลายสำนักต่างฟันธงว่า ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมซึ่งเกิดจากฝีมือของฟินเทคสตาร์ทอัพเหล่านี้แหละที่ทรงอนุภาพพอที่จะทำลาย “ธุรกิจธนาคาร” ที่เป็นรากฐานของอุตสาหกรรมการเงินมาอย่างยาวนานลงได้ ฟินเทคสตาร์ทอัพที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีเงินทุนหนุนหลังจำนวนมหาศาล รวมถึงบทวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยชั้นนำของโลกที่ต่างชี้ให้เห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าฟินเทคสตาร์ทอัพคือภัยคุกคามอันดับหนึ่งที่มีศักยภาพถึงขั้นทำลายธุรกิจธนาคารได้ในอนาคต  ส่งผลให้เกิดการตื่นกลัว และตื่นตัวของธนาคารใหญ่ทั่วโลก ซึ่งเป็นที่มาของการพัฒนา “ฟินเทค 2.0” ในปี 2015 ที่เกิดจากความพยายามในการปรับตัวของธุรกิจธนาคารทั่วโลก ส่วนหนึ่งเพื่อหวังช่วงชิงโอกาสที่กำลังจะเสียไปให้กับฟินเทคสตาร์ทอัพกลับคืนมา ขณะเดียวกันก็สร้างกำแพงป้องกันคู่ปรับสำคัญในอนาคตไปในตัว จึงทำให้ฟินเทคในเวอร์ชั่นนี้จะมีลักษณะของความเป็น “คอร์ปอเรทฟินเทค” ที่ก่อเกิดจากธนาคาร ซึ่งต่างจากเวอร์ชั่นแรกที่เน้นไปที่ฟินเทคสตาร์ทอัพที่มีกองทุนต่างๆ หนุนหลัง อย่างไรก็ตามแม้ธนาคารจะพยายามปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ และวิธีการใหม่ๆ ให้เอื้อต่อการสร้างฟินเทคที่แข่งขันได้ แต่ด้วยขนาดที่เทอะทะ เต็มไปด้วยขั้นตอนการทำงาน และกฏระเบียบมากมายของธุรกิจธนาคาร ทำให้พบว่ากว่าจะพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ ขึ้นมาสักตัวเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แถมความรวดเร็วในการนำผลิตภัณฑ์ หรือบริการออกสู่ตลาดก็สู้ฟินเทคสตาร์ทอัพที่เกิดในยุคฟินเทค 1.0 ซึ่งมีความคล่องตัวมากกว่าไม่ได้ ในขณะบั๊กของฟินเทค 2.0 ซึ่งมีธนาคารใหญ่หนุนหลังเริ่มโผล่มาให้เห็น ฟินเทคสตาร์ทอัพ 1.0 ก็กำลังเผชิญกับบั๊กขนาดใหญ่ไม่แพ้กัน เมื่อพบว่าไม่สามารถขนาดธุรกิจได้ตามที่ต้องการเนื่องจากอุตสาหกรรมการเงินนั้นต่างๆ จากธุรกิจประเภทอื่น…

Top
ปิดโหมดสีเทา