You are here
Home > Blockchain > กรณีศึกษาการเปลี่ยนแปลงตลาดข้าวมูลค่า 450,000 ล้านเหรียญด้วย FUJITSUBlockchain

กรณีศึกษาการเปลี่ยนแปลงตลาดข้าวมูลค่า 450,000 ล้านเหรียญด้วย FUJITSUBlockchain

Photo 2

ข้าวเป็นอาหารหลักของโลก เป็นอาหารที่ให้แคลอรี่เป็นพลังงานหลักต่อวันสำหรับผู้คนหลายพันล้านคน เกษตรกรรายย่อยหลายล้านมีรายได้จากการปลูกข้าว ซึ่งเป็นพืชที่มีมาแต่โบราณ คำถามคือ ตลาดข้าวทั่วโลกสามารถเปลี่ยนมาซื้อขายผ่านบล็อกเชนได้หรือไม่? Rice Exchange คิดว่าน่าจะทำได้ ผ่านตลาด Ricex ซึ่งสร้างขึ้นบน FUJITSUBlockchain และ Distributed Ledger Technology (DLT) แพลตฟอร์ม มีเป้าหมายเพื่อทำให้การค้าข้าวทั่วโลกรวดเร็วขึ้น น่าเชื่อถือและโปร่งใสมากขึ้น

เกี่ยวกับลูกค้า Rice Exchange (Ricex) เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลแห่งแรกที่ออกแบบมาสำหรับการซื้อและขายข้าว แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ผู้ซื้อผู้ขายและผู้ให้บริการสามารถพบปะกันได้อย่างง่ายดายในสภาพแวดล้อมดิจิทัล ช่วยให้ผู้ใช้ดำเนินการซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจัดการในเรื่องการประกันภัย การตรวจสอบ และกำหนดข้อตกลงด้วยการรับประกันถึงการบูรณาการที่ราบรื่นและข้อมูลที่ตรวจสอบได้

“ฟูจิตสึช่วยให้เราสามารถขจัดอุปสรรคมากมายที่ขัดขวางการซื้อขายข้าวที่โปร่งใสและให้ความเสี่ยงต่ำ” Stephen Edkins ซีอีโอของ Rice Exchange (Ricex) ปฏิวัติการค้าข้าวข้าวถือเป็นอาหารหลักของโลกมานานนับพันปี โดยมีการบริโภควันละหลายล้านเมตริกตัน เป็นตลาดที่มีมูลค่าถึง 450,000 ล้านเหรียญต่อปี อย่างไรก็ตาม การค้าข้าวยังขาดความโปร่งใสและเป็นธุรกิจที่ซับซ้อน และมีกระบวนการที่ยุ่งยากมาก Ricex ใช้ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อจัดการกับความไร้ประสิทธิภาพเหล่านี้ ด้วยการปรับปรุงการค้าข้าวในแบบดั้งเดิม โดยหวังว่าจะช่วยให้เกษตรกรรายย่อยได้ผลกำไรที่มากขึ้น ทั้งยังช่วยลดขยะและเป็นประโยชน์ต่อสังคม

“ยิ่งผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับตลาดข้าวมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจในการดำเนินธุรกิจแบบโบราณมากเท่านั้น” Stephen Edkins ซีอีโอของ Rice Exchange กล่าว “เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อมโยงกับผู้ซื้อและซัพพลายเออร์รายใหม่ๆ มันไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง เช่นการเก็บเกี่ยวที่ไม่ดี ไม่มีการแปลงเป็นระบบดิจิทัลหรือการซื้อขาย อัตโนมัติ” ผลที่เกิดขึ้นคือ รายได้ที่ลดลงสำหรับผู้ผลิต ต้นทุนที่สูงขึ้นสำหรับผู้บริโภค และความสามารถในการทำกำไรที่ลดลง

สำหรับทุกคนในห่วงโซ่อุปทาน ในปี 2019 Ricex ได้เปิดตัวโครงการ early adopter เพื่อให้ผู้สนใจรับเทคโนโลยีก่อนผู้อื่น ปรากฏว่าได้มีผู้นำเข้าและผู้ส่งออกมากกว่า 500 ราย ใน 60 ประเทศ มาลงทะเบียน นอกจากนี้ยังมีผู้ให้บริการอีกมากซึ่งรวมถึงบริษัทประกัน สายการเดินเรือ บริการตรวจสอบ ทนายความ ผู้เจรจาตกลงค่าสินไหมทดแทน และผู้ตรวจสอบทางทะเล อาทิ หลังจากการพัฒนา Minimum viable product (MVP) หรือผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติสำคัญน้อยที่สุดที่สามารถซื้อขายได้ บริษัทจำเป็นต้องหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านไอทีที่มีประสบการณ์ด้านบล็อกเชนเพื่อนำไปสู่รูปแบบที่พร้อมสำหรับตลาด

สู่เทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจาย (DLT)

Ricex เลือก Fujitsu เพื่อสร้างโซลูชันที่พร้อมใช้งานส่วนตัวแบบ permissioned DLT scale-out ซึ่งทำงานบน Hyperledger Fabric นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญจาก Fujitsu Blockchain Innovation Center (BIC) ในกรุงบรัสเซลส์กำลังช่วยพัฒนาโซลูชันดังกล่าว Fujitsu BIC ใช้ Microsoft Azure™ เพื่อสนับสนุนทั้งการพัฒนาและสภาพแวดล้อมการผลิตสำหรับข้อเสนอ blockchainas-a-service ของ Fujitsu รวมถึง Document Flow และ Invoice Flow“โซลูชันในเวอร์ชันก่อนหน้านี้ไม่ได้สร้างบน Hyperledger และไม่ได้ใช้งานบล็อกเชนโดยสมบูรณ์ ดังนั้นฟูจิตสึจึงสร้างงานส่วน back end และ middle layer ขึ้นมาใหม่จากศูนย์ภายในเวลา 9 เดือน” Edkins อธิบาย “ในขณะเดียวกันเราได้ทำงานร่วมกันเพื่อบูรณาการฟังก์ชันการทำงานใหม่ๆ เข้ากับส่วน front end โดยอาศัยความคิดเห็นจากผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ลงทะเบียนใช้งานในระยะแรก”

การซื้อขายที่รวดเร็ว ปลอดภัยและโปร่งใสยิ่งขึ้น

จากการพัฒนาในช่วงอัลฟา ทำให้เราได้แพลตฟอร์มดิจิทัลแบบบูรณาการครบวงจรเป็นแพลตฟอร์มแรกสำหรับการค้าข้าวทั่วโลก ในการเปิดตัวแพลตฟอร์นี้ มีผู้นำเข้าและส่งออกเข้าร่วมมากกว่า 50 ราย และผู้ให้บริการ 6 รายมาร่วมลงทะเบียน และคาดกันว่าภายในเวลาหนึ่งปีจะสามารถรองรับการซื้อขายได้มากกว่า 250 ล้านเหรียญต่อไตรมาส “โซลูชัน DLT ของฟูจิตสึช่วยให้ผู้ซื้อผู้ขายและผู้ให้บริการสามารถค้นหาพันธมิตรคู่ค้าใหม่ๆ ในตลาดตามเกณฑ์ทางภูมิศาสตร์ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้” Edkins กล่าว “สิ่งนี้ช่วยเร่งกระบวนการซื้อขาย นับตั้งแต่การตกลงกันไปถึงการเซ็นสัญญาและการชำระเงิน”ประมาณการเบื้องต้นระบุว่าการใช้ Ricex จะช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างน้อย 20% และทุ่นเวลาที่ใช้ในการซื้อขายได้ถึง 90% ด้วยการซื้อขายแบบ end-to-end ที่สามารถทำได้ในเวลาเพียงหกนาทีเท่านั้น”

“แพลตฟอร์มนี้ทำงานแบบบูรณาการได้อย่างราบรื่นและแข็งแกร่ง ทำให้ทุกคนสามารถดูข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องได้แบบเรียลไทม์” Edkins กล่าว “มันทำให้กระบวนการทำงานทุกขั้นตอนมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น”

Leave a Reply

Top