You are here
Home > Top Story > บทความพิเศษจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย : มองเกษตรไทยปี 2564 ให้ภาพดีขึ้น

บทความพิเศษจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย : มองเกษตรไทยปี 2564 ให้ภาพดีขึ้น

Blue and Mint Wreath Holiday Postcard

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ภาพรวมสินค้าเกษตรไทยในปี 2564 น่าจะให้ภาพที่ดีขึ้น โดยคาดว่า รายได้เกษตรกรจะขยายตัวอยู่ในกรอบร้อยละ 1.0-1.5 (YoY) จากแรงผลักด้านผลผลิตที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.0-2.5 (YoY) เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกจากปรากฏการณ์ลานีญาที่อาจต่อเนื่องไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2564

ขณะที่ราคาอาจปรับตัวลดลงร้อยละ 0.5-1.0 (YoY) เพราะต้องเผชิญความเสี่ยงทั้งจากคู่แข่งในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และยังต้องจับตาระดับความรุนแรงของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ของไทย รวมถึงของโลกที่ยังคงมีอยู่ ซึ่งอาจกดดันราคาสินค้าเกษตรไทยได้ ดังนั้น โครงการประกันรายได้เกษตรกรของภาครัฐ (เฟส 2) จึงนับเป็นสิ่งที่ดีในจังหวะเวลาที่เหมาะสมคือ เป็นช่วงที่ราคาสินค้าเกษตรในภาพรวมมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนด้านรายได้ให้กับเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง

  • ผ่านพ้นไปแล้วในปี 2563 นับว่าสถานการณ์ภาคเกษตรของไทยยังพอประคองตัวไปได้ จากปัจจัยสนับสนุนด้านราคาสินค้าเกษตรที่พุ่งขึ้นสูงกว่าร้อยละ 5 (YoY) เนื่องจากเกิดภาวะภัยแล้งที่ฉุดผลผลิตอย่างมากในช่วงครึ่งแรกของปี และแม้สถานการณ์น้ำจะเริ่มดีขึ้นในช่วงปลายปีจากปรากฏการณ์ลานีญากำลังอ่อน แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้ภาพรวมผลผลิตทั้งปีขยายตัวได้ ส่งผลให้อุปทานสินค้าเกษตรลดลงราวร้อยละ 3.6 (YoY) ขณะที่ในด้านอุปสงค์สินค้าเกษตร แม้จะต้องเผชิญสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ก็ส่งผลกระทบต่อความต้องการทั้งในประเทศและตลาดโลกไม่มากนัก เนื่องจากสินค้าเกษตรเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการบริโภค จึงเกิดความต้องการกักตุน สะท้อนได้จากตัวเลขการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยในช่วง 11 เดือนแรกของปีมีการหดตัวอยู่ที่เพียงร้อยละ 3.9 (YoY) ซึ่งส่งผลกดดันผ่านมายังรายได้เกษตรกรไม่มากนัก ทำให้สุดท้าย รายได้เกษตรกรในปี 2563 สามารถประคองตัวอยู่ในแดนบวกได้โดยขยายตัวอยู่ที่ราวร้อยละ 0.9[1] (YoY) เมื่อเทียบกับปี 2562 ที่ขยายตัวร้อยละ 1.1 (YoY)
  • มองภาคเกษตรไทยต่อไปในปี 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภาคเกษตรไทยในปี 2564 น่าจะให้ภาพที่ดีขึ้นได้จากปัจจัยด้านอุปทานที่เร่งตัวขึ้นจากปริมาณน้ำฝนที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกจากปรากฏการณ์ลานีญา พิจารณาได้จากปรากฏการณ์ ENSO ที่แสดงสถานะเป็นปรากฏการณ์ลานีญา ซึ่งมีความน่าจะเป็นที่ร้อยละ 65 ที่จะยังคงเป็นปรากฏการณ์ลานีญาต่อเนื่องไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2564 น่าจะช่วยบรรเทาระดับความแห้งแล้งในฤดูไปได้บ้าง ผนวกกับเกษตรกรมีการดูแลรักษาต้นพืชที่ดีขึ้นจากการระบาดของโรคพืชในปีก่อน ทำให้อุปทานสินค้าเกษตรของไทยน่าจะอยู่ในเกณฑ์ดี โดยคาดว่า อุปทานสินค้าเกษตรอาจเพิ่มขึ้นอยู่ในกรอบร้อยละ 2.0-2.5 (YoY)

kresearch

                  สำหรับในด้านราคาสินค้าเกษตร คาดว่า อาจหดตัวอยู่ในกรอบร้อยละ 0.5-1.0 (YoY) จากปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่ยังมีอยู่ ดังนี้

  • โลกผลิตสินค้าเกษตรได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากแนวโน้มสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกพืชเกษตรของโลกจากปรากฏการณ์ลานีญาเหมือนกับที่ไทยผลิตได้มากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะประเทศในแถบ CLMV จะได้รับอานิสงส์จากปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเป็นคู่แข่งส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทยอย่างข้าว สะท้อนได้จากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรในกลุ่มธัญพืชของโลกในปี 2564 อาจอยู่ที่ 2,742 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 (YoY) โดยมีข้าวที่มีอัตราการเติบโตมากที่สุดในกลุ่มธัญพืชที่ราวร้อยละ 1.5 (YoY) อย่างไรก็ตาม ด้วยต้นทุนการผลิตของคู่แข่งที่ต่ำกว่าไทย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรของไทยสูงกว่าคู่แข่งโดยเปรียบเทียบ ส่งผลต่อความต้องการสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลกที่ต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้น
  • ค่าเงินบาทของไทยที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น โดยคาดว่า ในปี 2564 ค่าเงินบาทจะแข็งค่าไปแตะปลายปีที่ระดับ 29-29.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ[2] (เมื่อเทียบปี 2563 เฉลี่ยที่ระดับ 31.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ[3]) อีกทั้งยังเป็นระดับค่าเงินที่มีแนวโน้มแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่งอีกด้วย ทำให้ผู้นำเข้าหันไปซื้อสินค้าเกษตรจากประเทศที่มีราคาถูกกว่า จนอาจส่งผลต่ออุปสงค์จากต่างประเทศที่ลดลง และกดดันราคาสินค้าเกษตรในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • ยังต้องจับตาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังเกิดขึ้นอยู่ทั่วโลก แม้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตและราคาสินค้าเกษตรในขั้นต้นน้ำของไทยมากนัก (แต่อาจได้รับผลกระทบในสินค้าเกษตรขั้นกลางน้ำและปลายน้ำในแง่ของปัญหาการขนส่งสินค้าที่หยุดชะงัก) เนื่องจากสินค้าเกษตรส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการบริโภค โดยมีแนวโน้มการกักตุนสินค้ามากขึ้นเพื่อความมั่นคงด้านอาหาร (Food Security) ของประเทศ ประกอบกับการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์จะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันอุปสงค์จากต่างประเทศได้ดี อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงต้องจับตาระดับความรุนแรงของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ของไทยและของโลกที่ยังคงมีอยู่ ซึ่งอาจมีผลกดดันราคาสินค้าเกษตรไทยได้

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ในไทย น่าจะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรไม่มากนัก โดยตัวเลขคาดการณ์ในครั้งนี้ได้คำนึงถึงประเด็นการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวเข้าไว้ด้วยแล้วในบางพืชเกษตรสำคัญ ปศุสัตว์และประมง ซึ่งแม้ว่าแรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรของไทยส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคพืชเกษตรและปศุสัตว์[4] แต่ด้วยสถานการณ์ขณะนี้ที่พบปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวจะอยู่ในภาคประมงเป็นหลัก ซึ่งภาคประมงนับว่ามีน้ำหนักเป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับมูลค่าการผลิตสินค้าเกษตรทั้งหมดในตะกร้า จึงทำให้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวในภาคประมงขณะนี้มีผลกระทบต่อภาพรวมภาคเกษตรไม่มาก อย่างไรก็ดี คงต้องติดตามระดับการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งหากมีการควบคุมไม่ได้มาก ก็อาจเกิดปัญหาทางการผลิต จนอาจทำให้ตัวเลขต่ำกว่ากรอบล่างของตัวเลขคาดการณ์ และหากไม่สามารถควบคุมได้จนสร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง ก็อาจส่งผลต่อเนื่องไปถึงภาคการผลิตสินค้าพืชเกษตรและปศุสัตว์ให้ได้รับผลกระทบมากขึ้นตามไปด้วย

รุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ภาพรวมสินค้าเกษตรไทยในปี 2564 น่าจะให้ภาพที่ดีขึ้น โดยคาดว่า รายได้เกษตรกรจะขยายตัวอยู่ในกรอบร้อยละ 1.0-1.5 (YoY) จากแรงผลักด้านผลผลิตที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.0-2.5 (YoY) เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาอาจปรับตัวลดลงร้อยละ 0.5-1.0 (YoY) โดยเฉพาะในรายการข้าว มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ดังนั้น โครงการประกันรายได้เกษตรกรของภาครัฐ (เฟส 2) จึงนับเป็นสิ่งที่ดีในจังหวะเวลาที่เหมาะสมคือ เป็นช่วงที่ราคาสินค้าเกษตรในภาพรวมมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนด้านรายได้ให้กับเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง

 

Leave a Reply

Top