You are here
Home > News > “ทองคำ” สินทรัพย์ปลอดภัยหนึ่งเดียวจริงหรือ?

“ทองคำ” สินทรัพย์ปลอดภัยหนึ่งเดียวจริงหรือ?

James_Luke

การที่กองกำลังทหารรัสเซียรุกคืบเข้าสู่ยูเครน ได้ส่งผลกระทบสำคัญหลายประการ ประการแรกและสำคัญที่สุดคือผลกระทบร้ายแรงด้านมนุษยธรรม ในขณะที่เราไม่สามารถมองข้ามคนนับล้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ได้ ในฐานะนักลงทุน เราตระหนักดีว่านี่คือช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยปัจจัยความไม่แน่นอนอย่างยิ่ง

 หลายครั้งในช่วงภาวะตลาดผันผวน นักลงทุนจะหันไปลงทุนทองคำเพราะถือว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เมื่อกองทหารรัสเซียบุกยูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ราคาทองคำพุ่งสูงแตะ 1,974 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน ปีพ.ศ. 2563 และในขณะที่เขียนบทวิเคราะห์นี้เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2565 ราคาทองคำอยู่ที่ 1,973 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

ก่อนเกิดวิกฤติยูเครนในปัจจุบัน ราคาทองคำเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 1,800 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ และไม่มีทีท่าที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปลายปีพ.ศ. 2563

โดยในช่วงปี 2563 นั้น แรงกดดันจากการขายของกลุ่มนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกาเหนือ มีมากกว่าความต้องการทองคำของกลุ่มผู้ผลิตเครื่องประดับ ธนาคารกลาง (ในฐานะสินทรัพย์สำรอง) และความต้องการของนักลงทุนในรูปทองคำแท่งรวมกัน โดยสาเหตุหลักที่ราคาทองคำร่วงลงเมื่อปลายปีพ.ศ. 2563 และปีพ.ศ. 2564 หลักๆ มาจากการคาดการณ์ว่านโยบายการเงินหรือการคลังจะกลับมาเป็นปกติหลังจากวิกฤติโควิด-19

อุปสงค์ของทองคำเพิ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนวิกฤติยูเครนแล้ว

เมื่อเข้าสู่ปี 2565 ราคาทองคำปรับตัวดีขึ้นในช่วงเดือนมกราคมและต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของตลาดสหรัฐฯ จะปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก็ตาม ซึ่งมักจะส่งผลกระทบกับราคาทองคำ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาความตึงเครียดของสถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน และอาจหนุนให้ราคาทองคำขยับสูงขึ้นต่อไปหากความขัดแย้งรุนแรงขึ้นหรือการใช้มาตรการคว่ำบาตรกับรัสเซียไม่ส่งผลตามที่ต้องการ

อย่างไรก็ดี ก่อนที่สถานการณ์จะทวีความรุนแรงขึ้น เราได้เห็นสัญญาณว่าอุปสงค์ทองคำของกลุ่มนักลงทุนสถาบันที่ต้องการลงทุนทองคำในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน เริ่มกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง เราคาดว่าแนวโน้มดังกล่าวจะเกิดขึ้นต่อไปตลอดปีพ.ศ. 2565 ไม่ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวจะพัฒนาไปทิศทางใดก็ตาม

เพราะอะไรนักลงทุนจึงเริ่มมาลงทุนทองคำตอนนี้

นอกจากการมองหาสินทรัพย์ที่สามารถรักษามูลค่าได้ดีในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนแล้ว เรายังมองว่านักลงทุนสถาบันเริ่มเกิดความกังวลต่อการปรับขึ้นของดอกเบี้ยนโยบายในภาวะที่เศรษฐกิจยังคงไม่เข้าสู่ภาวะปกติดีนัก

นอกเหนือจากภาวะหนี้ภาครัฐที่อยู่ในระดับสูงแล้ว กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วยังคงพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการผ่อนคลายนโยบายการเงินและการคลังด้วยเม็ดเงินมหาศาล เมื่อภาครัฐหยุดมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจ โอกาสที่จะเกิดผลกระทบต่อตลาดและเศรษฐกิจในเชิงลบอย่างรุนแรงก็มีความเป็นไปได้มากขึ้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือมีความเป็นไปได้สูงที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการยกเลิกมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ อาจส่งผลกระทบในแง่ลบต่อเศรษฐกิจ เฉกเช่นเดียวกับที่ผู้บริโภคกำลังเผชิญปัญหาจากอัตราการเติบโตของผลตอบแทนที่แท้จริงที่ติดลบไปเมื่อไม่นานมานี้

แนวโน้มที่จะเกิดสภาวะซบเซามีสูง (อาทิ อัตราการเติบโตต่ำ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อสูงหรือสูงขึ้น) และโอกาสที่เราจะต้องอยู่ในภาวะการควบคุมทางการเงิน (Financial repression) เป็นระยะเวลานานโดยที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบก็เป็นไปได้สูงเช่นกัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยแวดล้อมเชิงเศรษฐกิจมหภาคที่ส่งผลดีอย่างมากสำหรับทองคำ

สินทรัพย์อื่นที่จะนำเข้ามาใช้ในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ทการลงทุนมีความน่าสนใจลดลงปัจจัยความไม่แน่นอนในปัจจุบันบ่งชี้ว่า นักลงทุนสถาบันต่างๆ มีแนวโน้มที่จะยังให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงของพอร์ทการลงทุนด้วยทองคำมากขึ้น เนื่องจากตัวเลือกอื่นๆ ดูน่าสนใจน้อยกว่าสำหรับตลาดคริปโตเคอร์เรนซีหรือสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งอาจดึงเงินทุนไปจากทองคำในไตรมาสที่ผ่านมา ก็ตกอยู่ในภาวะความกดดันจากกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

ในขณะเดียวกัน สิ่งที่แตกต่างจากปีพ.ศ. 2556 ซึ่งเป็นช่วงที่ทองคำถูกเททิ้งจากพอร์ทการลงทุนไปหาหุ้น ก็คือปัจจุบัน ระดับราคาหุ้นอยู่ในระดับที่สูงมาก

กล่าวโดยรวม เครื่องมือที่ช่วยกระจายความเสี่ยงแบบดั้งเดิมของพอร์ทการลงทุน เช่น พันธบัตรรัฐบาล จะมีความน่าสนใจลดลง เนื่องมาจากระดับการก่อหนี้ภาครัฐที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ รวมถึงแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้นได้

ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยแบบไม่มีตัวเลือกอื่นหรือไม่?

สรุปโดยรวมแล้ว เรายังคงเชื่อว่าทองคำน่าจะมีผลตอบแทนที่ดีในปีพ.ศ. 2565 แม้ว่าวิกฤติความขัดแย้งในยูเครนอาจเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองคำขยับสูงขึ้นไปอีก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีทางเลือกอื่นมากนักในการกระจายพอร์ตการลงทุน เราเชื่อว่าทองคำกำลังก้าวไปสู่การเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยเพียงหนึ่งเดียวในอีกหลายปีจากนี้อย่าง “ไม่มีทางเลือกอื่น”

เจมส์ ลุค
ผู้จัดการกองทุน 
Metals

Top