You are here
Home > Author: Article Admin (Page 2)

Hong Leong Bank เปิดตัวธนาคารดิจิทัลพันธุ์ใหม่ในเวียดนามผ่านโมบายแอป HLB Connect

Hong Leong Bank Vietnam (“HLBVN”) ธนาคารในเครือ Hong Leong Bank Berhad ของมาเลเซีย (“HLB” หรือ “ธนาคาร”) ได้ประกาศเปิดตัวธนาคารดิจิทัลพันธุ์ใหม่ที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ผ่านแพลตฟอร์มโมบายแบงกิ้งอย่าง HLB Connect ซึ่งจะทำให้ลูกค้าในเวียดนามสามารถใช้บริการทางการเงินที่ไม่เสียค่าธรรมเนียม และซื้อบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ (e-voucher) ได้อย่างไร้รอยต่อในแพลตฟอร์มเดียว ด้วยการออกแบบแอปพลิเคชันโดยคำนึงถึงลูกค้าชาวเวียดนามที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ธนาคารดิจิทัลที่เรียบง่ายแต่ตอบโจทย์การใช้งาน การลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน HLB Connect จึงเสร็จสมบูรณ์ได้ใน 2 ขั้นตอนเท่านั้น นอกจากนี้ แอปยังมาพร้อมกับบัตรวีซ่าแบบพรีเพดที่พร้อมใช้งาน การอัปเกรดบัญชีเงินฝากก็สามารถทำได้ใน HLB Connect เข่นกัน ขณะที่บัตรเดบิตวีซ่าจะถูกจัดส่งไปยังลูกค้าถึงหน้าประตูบ้าน ทำให้ลูกค้าไม่ต้องเดินทางไปธนาคารแต่อย่างใด Domenic Fuda กรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ HLB กล่าวว่า ธนาคารเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดเวียดนามตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และในวันนี้ ทางธนาคารยังสามารถคว้าโอกาสในการมอบประสบการณ์ธนาคารดิจิทัลนวัตกรรมใหม่ให้กับลูกค้าชาวเวียดนามอีกด้วย “เวียดนามเป็นตลาดที่พร้อมเปิดรับธนาคารดิจิทัลและโมบายแบงกิ้ง เนื่องจากชาวเวียดนาม 40% จากทั้งหมด 95 ล้านคนมีบัญชีธนาคาร ขณะที่มีการใช้บริการโทรศัพท์มือถือถึง 120 ล้านบัญชี ด้วยความเข้าใจของเราที่ว่า เวลาและความสะดวกสบายคือสินค้าที่มีค่าที่สุดในสังคมที่เติบโตรวดเร็วอย่างเวียดนาม HLB Connect จึงมีศักยภาพพร้อมที่จะส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมอบการเข้าถึงตลาดอีคอมเมิร์ชให้กับชาวเวียดนามในแพลตฟอร์มเดียว HLBVN จึงสามารถนำเสนอประสบการณ์ที่ราบรื่น ตรงจุด และมีคุณค่าเหนือกว่าให้แก่ลูกค้า” ภายในเดือนธันวาคม ลูกค้าจะสามารถซื้อดีลสุดพิเศษที่มีเฉพาะบน HLB Connect อาทิ อาหาร สปา และการท่องเที่ยว จากแบรนด์ยักษ์ใหญ่ในเวียดนาม โดยทางธนาคารจะเพิ่มร้านค้าและดีลอื่น ๆ อีกมากมายตามความชอบของลูกค้า คุณ Fuda กล่าวว่า “ธนาคารของเรามีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 110 ปีในมาเลเซีย และเราได้ขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอื่น ๆ ในเอเชียอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงเวียดนาม ธุรกิจของเราจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถมอบความสะดวกสบาย…

CAT มุ่งขยายตลาดด้วยบริการ เปิดแอปพลิเคชันใหม่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ลูกค้า  

เปิดตัว 2 แอปพลิเคชัน บนสมาร์ทดีไวซ์ C internet Mobile App ตอบโจทย์การให้บริการที่รวดเร็ว สะดวกสบายสำหรับผู้ใช้งาน และ C nema Mobile App ตอบสนองความต้องการคอนเทนท์ด้านความบันเทิง ภาพยนตร์ ซีรีส์ สารคดี ฯลฯ บนสมาร์ทดีไวซ์แบบ HD เพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุด และความคุ้มค่าในการเลือกใช้บริการ   ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและบริการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT เปิดเผยว่าเราให้ความสำคัญอย่างมากต่อการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Customer Branding ตาม Brand DNA ของ CAT ด้วยการเข้าถึงลูกค้า เข้าใจความต้องการ และปรับตัวให้สอดรับกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกค้าให้ได้มากที่สุด  “ปัจจุบันการใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็นเหมือนปัจจัยที่ 5 ของทุกกลุ่มไปแล้ว โดยเฉพาะการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบนสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือแม้แต่สมาร์ททีวี ผ่านการเชื่อมต่อด้วย Wi-Fi ดังนั้นความแรงและความเสถียรของสัญญาณ Wi-Fi จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สำหรับลูกค้ามาก อย่างไรก็ตาม หลายต่อหลายครั้งที่ปัญหาการใช้งานอินเทอร์เน็ตของลูกค้าไม่ได้เกิดจากปัญหาของเครือข่าย แต่เกิดจากปัญหาการเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายในบ้านเข้ากับเครือข่ายเช่น Wi-Fi หรือปัญหาอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้  ซึ่ง CAT ต้องการจะให้บริการ และสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด และช่วยแก้ปัญหาของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วที่สุด CAT จึงได้พัฒนาแอปพลิเคชัน ‘C internet Mobile App’ ขึ้นเพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดและราบรื่นที่สุด” ดร. ดนันท์ เปิดเผยว่า จุดเด่นของบริการ C internet Mobile…

งานประกาศรางวัลสุดยอดสตาร์ทอัพแห่งอาเซียน“Pitch @Palace ASEAN”

งานประกาศรางวัลสุดยอดสตาร์ทอัพแห่งอาเซียน“Pitch @Palace ASEAN” สตาร์ทอัพ 17 บริษัทจาก 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียนร่วมชิงตำแหน่งสุดยอดสตาร์ทอัพแห่งภูมิภ าคอาเซียนประจำปีในงาน “Pitch@Palace ASEAN” จัดขึ้น ณ โรงภาพยนตร์ IMAX ศูนย์การค้าไอคอนสยาม โดยผู้ชนะเลิศปีนี้ ได้แก่ TakeMeTour สตาร์ทอัพจากประเทศไทย และรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ Memori จากประเทศบรูไน ซึ่งทั้ง 2 บริษัทได้เป็นตัวแทนเข้าแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศระดับโลกในงาน “Pitch@Palace Global” เดือนธันวาคมนี้ ณ พระราชวังเซนต์เจมส์ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร นอกจากนี้ ผู้ชนะรางวัล People’s Choice Award ได้แก่ HostAStay จากประเทศมาเลเซีย โครงการ “Pitch@Palace” โครงการพระราชดำริในเจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งยอร์กจัดขึ้นครั้งแรกในปีพ.ศ. 2557 ณ กรุงลอนดอน มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการที่เริ่มต้นทำธุรกิจให้ สามารถดำเนินงานได้อย่างรวดเร็วผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจต่อหน้าผู้ทรง อิทธิพลทางความคิด นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญจากทุกสาขาอาชีพ…

ใช้ Data เจาะตลาดถูกวิธี รับมือการทำธุรกิจยุค Digital Transformation

ADA แนะธุรกิจไทยใช้ Data เจาะตลาดถูกวิธี รับมือการทำธุรกิจยุค Digital Transformation           ทุกวันนี้ แนวคิดการตลาดที่เรียกว่า “data-driven marketing” หรือ “การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยดาต้า” ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ที่แค่ผ่านมาแล้วผ่านไปเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีการตลาดที่เกิดขึ้นจริงแล้วในปัจจุบัน และยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะช่วยให้นักการตลาดได้เข้าใจ ข้อมูลเชิงลึกและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่า การนำมาข้อมูล (data) มาใช้นั้นสามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับแผนการตลาดได้อย่างมหาศาล ไม่เพียงแบรนด์สามารถขายของได้มากขึ้น ผู้บริโภคเองก็ยังได้รับบริการหรือมีประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ในทางที่ดีขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งในอนาคตต่อไป แนวคิดการทำตลาดเช่นนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกแบรนด์ต้องทำในการวางแผนกลยุทธ์การตลาดเพื่อให้เกิดความสำเร็จสูงสุด           นายศุภกิตติ์ ลิ้มบุญทรง ผู้อำนวยการบริหาร เอดีเอ ประเทศไทย บริษัทโฆษณาดิจิทัลครบวงจร ในเครือเอเชียต้า กรุ๊ป จากประเทศมาเลเซีย ระบุว่า สำหรับประเทศไทย ธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่งได้เริ่มปรับกลยุทธ์ด้านการตลาด และหันมาใช้ดาต้ากันมากกว่า 80% แล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังใช้ดาต้าได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งจากประสบการณ์การทำงานกับลูกค้าที่ผ่านมา การใช้ดาต้ามาช่วยในการวิเคราะห์หาแผนการตลาดที่เหมาะสมนั้น สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแคมเปญการตลาดได้มากกว่า 3 เท่าตัว นั่นหมายความว่า ธุรกิจสามารถประหยัดงบประมาณในการซื้อโฆษณาได้ถึง 1 ใน 3 หรือมากกว่านั้นเลยทีเดียว อีกทั้งปัจจุบันเรากำลังมุ่งไปสู่การทำการตลาดแบบ 1 ต่อ 1 ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบเฉพาะสำหรับลูกค้าแต่ละคน ดังนั้นดาต้าจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก แต่การจะใช้ดาต้าให้เกิดประโยชน์ได้นั้น นักการตลาดจะต้องอาศัยการวิเคราะห์อย่างแม่นยำ เพื่อเปลี่ยนดาต้าให้กลายมาเป็นข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคซึ่งต้องคอยเฝ้าสังเกตติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด นำมาประกอบกับเทรนต่างๆ ที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้นๆ ดาต้าจึงจะกลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังได้ เพราะจะช่วยให้แบรนด์เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างลึกซึ้ง และสามารถตอบสนองในสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนี้ที่การแข่งขันแย่งชิงลูกค้ามีแต่จะยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น เพราะฉะนั้น ใครเริ่มก่อนย่อมได้เปรียบ           นายศุภกิตติ์ กล่าวเสริมอีกว่า ปัจจุบันการเข้าถึงดาต้าไม่ใช่เรื่องยากสำหรับธุรกิจไทยอีกต่อไปเพราะมีเครื่องมือให้เลือกใช้มากมาย อีกทั้งยังมีผู้ให้บริการหรือเอเจนซี่คอยให้คำปรึกษาอยู่มากมายในตลาด แต่การจะนำดาต้ามาประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หรือก่อให้เกิดอัตราส่วนผลตอบแทนจากการลุทุนตามที่ต้องการได้นั้น ต้องมีปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ได้แก่ ต้องมีการบริหารจัดการดาต้าที่ดี เพราะดาต้ามีอยู่อย่างมหาศาล แบรนด์ต้องมีผู้ช่วยในการเก็บข้อมูล หรือมีเครื่องมือต่างๆ ที่จะช่วยในการจัดเก็บ และสามารถดึงข้อมูลที่ต้องการออกมาใช้ในเวลาที่ต้องการได้ด้วย ดาต้าเหล่านี้ จะทำให้แบรนด์ได้รู้ความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นของผู้บริโภค รู้ว่าผู้บริโภคเป็นใคร ทำอะไรกันบ้าง รับข้อมูลข่าวสารทางช่องทางไหน ปัจจุบัน บางบริษัทยังไม่เริ่มเก็บข้อมูล บางบริษัทมีการเก็บข้อมูลแล้วแต่ไม่เคยนำมาใช้ ซึ่งล้วนแต่เป็นการเสียโอกาส  มีการทำ data analytics หรือการนำข้อมูลไปวิเคราะห์เชิงลึกต่อโดยผู้เชี่ยวชาญ เมื่อเราได้ดาต้า หรือข้อมูลมากองรวมกันแล้ว ขั้นต่อไปจะเป็นการตีความหาความหมายของข้อมูลนั้นๆ เพราะการที่มีข้อมูลเยอะไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จได้ แต่นักการตลาดจะต้องสามารถกรองเอาแต่เฉพาะดาต้า ที่จำเป็นเพื่อมาใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ ต้องทำความเข้าใจความหมายของข้อมูลแต่ละชุดว่ากำลังบอกอะไรกับเราบ้าง การวิเคราะห์ที่เจาะลึกจะทำให้เราได้ข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภค หรือลูกค้า ที่เรียกว่า “insight” หรือคำตอบว่า สิ่งที่ผู้บริโภคทำไปนั้น มีเหตุจูงใจอะไร ทำอย่างนั้นไปทำไม ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะแบรนด์จะได้ทำความรู้จักตัวตนที่แท้จริงของลูกค้า เพื่อจะได้วางกลยุทธ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างถูกต้องตรงจุด เป็นการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับลูกค้า และต่อยอดเป็นการสร้างฐานลูกค้าเพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ในระยะยาวได้อีกด้วย เปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกและดาต้าที่มีให้เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ตอบโจทย์ธุรกิจ เป็นขั้นที่ต้องอาศัยการประสานงานกันระหว่างฝ่ายการตลาด มีเดียและฝ่ายครีเอทีฟ เพื่อที่จะหากลยุทธ์มาสร้างความมีส่วนร่วม หรือดึงความสนใจลูกค้า โดยผลลัพธ์ปลายทางต้องตอบโจทย์เรื่อง ROI หรือผลตอบแทนจากการลงทุนของบริษัทได้ ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในวงการการตลาดให้ความสำคัญกับการทำคอนเทนต์เป็นอย่างมาก แต่มาถึงยุคนี้ แบรนด์เริ่มหันมามองและทำความเข้าใจตนเองใหม่ว่า จุดประสงค์หลักของการทำธุรกิจ ไม่ใช่การผลิตคอนเทนต์ที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่การที่จะทำให้บริษัทอยู่รอดได้นั้น เป็นการสร้างคอนเท้นต์ที่มาช่วยขายสินค้า และบริการให้ได้ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการทำธุรกิจ ดังนั้น data เป็นส่วนสำคัญในการคิดแคมเปญ และแคมเปญต้องตอบโจทย์เรื่องยอดขายและผลตอบแทนต่อการลงทุน สำหรับภาพรวมของธุรกิจไทยเรื่องการใช้ดาต้านั้น ยังถือว่าอยู่ในช่วงกำลังปรับตัว ยังไม่ถึงจุดที่มีการใช้ดาต้าอย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกภาคส่วน ซึ่งในอนาคตถ้าธุรกิจไทยสามารถใช้ดาต้าที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว คาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณในการซื้อสื่อโฆษณาได้หลายพันล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว เอดีเอเป็นเอเจนซี่รุ่นใหม่แห่งอนาคต ผู้นำด้าน data-driven marketing ให้บริการในหลายมิติครอบคลุมทั้งส่วนงานที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีดาต้า ที่ปรึกษาการตลาด และเอเจนซี่โฆษณา ตอบโจทย์เรื่อง ผลตอบแทนจากการลงทุนสำหรับลูกค้าในยุคของการขับเคลื่อนด้วยดาต้าเชื่อว่าโมเดลธุรกิจของเอดีเอจะเป็นที่สนใจของตลาด เพราะเป็นแนวทางที่ขับเคลื่อนด้วยมูลค่า (value-driven) ของผลลัพธ์ทางธุรกิจต่อไป

เสียหายแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท  นักวิจัยเตือนภัย เฝ้าระวังโจร ‘ไซเบอร์’ ในโลกซื้อขายออนไลน์

  เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดเวทีสัมมนาวิชาการ “จับตาอาชญากรรมไซเบอร์ (Cyber Crime) …ภัยคุกคามยุคดิจิทัล” 2562ณ ห้องประชุมแกรนด์บอลรูม 2โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ เพื่อให้ข้อมูลจากงานวิจัยที่ใช้พัฒนางานด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ของประเทศ   รองศาสตราจารย์ พ.ต.อ.ดร.ประพันธ์ สหพัฒนา หัวหน้าโครงการวิจัย มาตรการและกลไกในการป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงในการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เผยสถิติอาชญากรรมคอมพิวเตอร์เรียงลำดับตามมูลค่าความเสียหายที่มีการแจ้งศูนย์รับข้อร้องเรียนทางอินเตอร์เน็ต โดยการหลอกลวงเป็นผู้รับเงินทางอีเมล มีมูลค่าความเสียหายมาเป็นลำดับที่ 1อยู่ที่ประมาณ 20,000ล้านบาท รองลงมาคือการหลอกลวงแบบโรมานซ์สแกม(พิศวาสอาชญากรรม หรือภัยแฝงที่มาจากการพบรักในโลกออนไลน์) มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 6,000ล้านบาทและลำดับที่ 3คือ การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 4,000ล้านบาท รวมทั้งยังได้กล่าวถึงรูปแบบการหลอกลวง ซึ่งมี 2ประเภท คือ การหลอกลวงแบบพื้นฐาน เช่น การหลอกให้โอนเงิน เข้าบัญชีผู้อื่น และการหลอกลวงแบบซับซ้อน เช่น การขายบัตรคอนเสิร์ต การเจาะระบบคอมพิวเตอร์เพื่อให้ได้ข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่น เป็นต้น   ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ (พิเศษ) พล.ต.ท.ดร.ณรงค์ กุลนิเทศ หัวหน้าโครงการการพัฒนาหน่วยงานตำรวจที่ปฏิบัติงานในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวว่าผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยียังขาดองค์ความรู้ ซึ่งต้องมีการปรับปรุงและได้รับการอบรมทั้งในระยะสั้น กลาง ยาว ในเรื่องของความรู้ เครื่องมือการปฏิบัติงาน…

เตือนภัยนักช้อป ฟิชชิ่งกลโกง “วันคนโสด 11.11” โหดกว่า Black Friday

นักวิจัยแคสเปอร์สกี้แจ้งเตือนการฉ้อโกงออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้นมากในทวีปเอเชียในช่ วงลดราคาสินค้าเทศกาลช้อปปิ้งวันคนโสด 11.11 (11 พฤศจิกายน) แม้ว่าเทศกาลวันคนโสดนั้นเริ่มต้นขึ้นที่ประเทศจีน รวมถึงโปรโมชั่นก่อนเทศกาลและการลดราคาสินค้าจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซให ญ่ๆ ในเอเชีย แต่ตอนนี้ได้กระจายไปถึงนักช้อปทุกตลาดทั่วโลก กิจกรรมนี้จึงเป็นอีกเป้าหมายสำคัญของมิจฉาชีพไซเบอร์ นักวิจัยตรวจพบการโจมตีฟิชชิ่งทางการเงินก่อนเทศกาลช้อปปิ้งวันคนโสดในปี 2018 ที่เพิ่มสูงขึ้นแบบพุ่งพรวด โดยในเดือนตุลาคม 2018 พบการโจมตีฟิชชิ่ง 350,000 ครั้งต่อวัน จากนั้นก่อนวันที่ 11 พฤศจิกายน 2018 เพียงไม่กี่วัน พบการโจมตีสูงขึ้นเป็น 950,000 ครั้งต่อวัน โดยในปี 2019 นี้ นักวิจัยได้ตรวจพบการโจมตีฟิชชิ่งและสแปมที่มีลักษณะคล้ายกัน จึงขอเตือนนักช้อปทั่วโลกให้ระมัดระวังการใช้จ่ายออนไลน์ในช่วงนี้ นอกจากนี้ นักวิจัยของแคสเปอร์สกี้ยังพบภัยคุกคามในโมบายแอปพลิเคชั่นที่ปลอมแปลงตัวเอง หลอกนักช้อปให้เข้าใจว่าเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยอดนิยม สัดส่วนร้านค้าที่จัดโปรชั่นส่วนลดในวันคนโสดนั้นสูงมาก ในปี 2019 มีร้านค้าออนไลน์จำนวน 83% ที่หลอกว่าเป็นร้านในตลาดเอเชีย ขณะที่ตัวเลขในปี 2018 พบสูงถึง 93% อันเดร คอสติน นักวิจัยของแคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า “ขณะที่วันคนโสดเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับนักช้อป เพราะมีทั้งโปรโมชั่นและส่วนลดมากมาย และก็ยังเป็นช่วงเวลาในฝันของมิจฉาชีพฟิชชิ่งและสแปมเช่นกัน นักช้อปมักขาดความระแวดระวังขาดความสังเกตุสิ่งผิดปกติ เพราะกำลังไล่ล่าสินค้าในราคาที่หมายตาไว้ ทั้งนี้หากนักช้อปปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยไซเบอร์ขั้นพื้นฐานแล้ว…

NTT เปิดตัว MYNAP ขึ้นแท่นเป็น Internet Exchange เน็กซ์เจนของมาเลเซีย

NTT เปิดตัว MYNAP ขึ้นแท่นเป็น Internet Exchange เน็กซ์เจนของมาเลเซีย   ระบบนิเวศดิจิทัลของมาเลเซียเติบโตแข็งแกร่งขึ้น ด้วย Internet Exchange ใหม่ล่าสุดจาก NTT Ltd ที่เปิดกว้างและเป็นกลางสำหรับบรรดาผู้ให้บริการโทรคมนาคม บริษัท NTT Ltd. (NTT) ผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับชั้นนำของโลก เปิดตัว MYNAP (Malaysia Network Access Point) ขึ้นแท่นเป็น Internet Exchange (IX) ภาคเอกชนแห่งใหม่ โดย MYNAP เป็น IX รุ่นที่ 3 ในมาเลเซีย ซึ่งช่วยให้ NTT Ltd. สามารถส่งมอบโซลูชั่นครบวงจรแบบองค์รวมทั้ง Data Center, Network และ Internet Exchange ด้วยการเชื่อมต่อที่ไร้คู่ต่อกร   ระบบ IX ใหม่นี้ตั้งอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ของบริษัท NTT Ltd. ในเมืองไซเบอร์จายา โดยมีขอบข่ายกว้างขวาง มีความเสถียร คุ้มค่า และเป็น IX หนึ่งเดียวในมาเลเซียที่ตั้งอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ TIA942 Rated-3 นอกจากนี้ MYNAP ยังเป็น IX ท้องถิ่นระบบแรกและหนึ่งเดียวที่ประสานกับผู้ให้บริการ IX ระดับภูมิภาคภายใน NTT Group เช่น Japan Network Access Point (JPNAP) และ Jakarta Internet Exchange (JKT-IX) ซึ่งช่วยให้สามารถเข้าถึงคอนเทนต์ได้รวดเร็วขึ้น อีกทั้งน่าเชื่อถือ และจ่ายได้ในราคาที่เอื้อมถึง   บัดนี้ ผู้บอกรับสมาชิกที่เลือกเชื่อมต่อผ่านวิธี MYNAP ภายในประเทศ สามารถลดความยุ่งยากในการเชื่อมผ่านลิงค์ที่มีต้นทุนสูงกว่าได้แล้ว MYNAP ช่วยให้ผู้ให้บริการประเภท Internet Service Provider (ISP), Content Delivery Network (CDN), Content Service Provider (CSP),…

เจาะลึก 4 แนวทางช่วยธุรกิจสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวจีน ตอบโจทย์สังคมไร้เงินสด

โดย เชอร์รี่ หวง ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของอาลีเพย์ จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และในอีก 3 ปีข้างหน้า (ปี 2565) ยอดนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปต่างประเทศคาดว่าจะสูงถึง 178.4 ล้านคน ขณะที่ยอดใช้จ่ายต่อปีจะอยู่ที่ประมาณ 5.5 ล้านล้านบาท[1] ประเทศไทยได้รับผลดีจากการเติบโตของตลาดส่งออกนักท่องเที่ยวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอย่างจีนเช่นเดียวกัน  ทั้งนี้ ในช่วงเดือนสิงหาคม 2562 นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยยอดนักท่องเที่ยวจีนอยู่ที่ 1.03 ล้านคน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ยอดนักท่องเที่ยวจีนแตะระดับ 1 ล้านคน ภายหลังจากที่ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยชะลอตัวลงมานานถึง 6 เดือน  ยอดใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ความบันเทิง ช้อปปิ้ง และการรับประทานอาหารในไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่ 20% โดยยอดใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ที่ 54,887.89 ล้านบาท[2] แน่นอนว่านักท่องเที่ยวจีนจะยังคงมีอิทธิพลต่ออนาคตของธุรกิจท่องเที่ยว และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลก  ขณะที่หน่วยงานและกระทรวงการท่องเที่ยวพยายามค้นหาหนทางใหม่ๆ ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากจีนเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ องค์กรธุรกิจก็มีบทบาทสำคัญในการขยายการให้บริการเพื่อรองรับความต้องการ และพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีน อาลีเพย์ ได้ระบุ 4 แนวทางสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถสร้างรายได้จากการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีน พลิกโฉมประสบการณ์ค้าปลีกรูปแบบเดิม   ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันแบบออนไลน์และออฟไลน์ที่รุนแรงมากขึ้น “ธุรกิจรูปแบบเดิม” ไม่ใช่แนวทางที่ใช้ได้ดีอีกต่อไปสำหรับผู้ค้าปลีก  อย่างไรก็ตาม ความท้าทายย่อมมาพร้อมกับโอกาสใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีรายได้สูงจากจีน ผู้ค้าปลีกจำนวนมากเริ่มสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ตอบโจทย์ความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของนักท่องเที่ยวจีนที่มีฐานะร่ำรวย  นอกจากนั้น ผู้ค้าปลีกบางรายยังพยายามศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่นักท่องเที่ยวจีนต้องการ รวมถึงวัฒนธรรมประเพณี พฤติกรรม ความคุ้นชิน หรือสิ่งที่นักท่องเที่ยวจีนอ่อนไหวเป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่น นักท่องเที่ยวจีนราว 35% ชอบซื้อสินค้าแบรนด์ที่เป็นที่รู้จัก ขณะที่ 62% ชอบซื้อสินค้าที่หาไม่ได้ในประเทศจีน ตามผลการสำรวจของบริษัทที่ปรึกษา McKinsey & Company[3] การรับรู้ถึงแบบแผนการใช้จ่ายดังกล่าวจะช่วยให้องค์กรธุรกิจและภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถปรับแผนการตลาดและโปรโมชั่นได้อย่างเหมาะสม ปรับใช้ระบบชำระเงินผ่านมือถือ   ชาวจีนจำนวนมากปรับเปลี่ยนสู่สมาร์ทไลฟ์สไตล์ โดยใช้บริการชำระเงินผ่านมือถือเป็นช่องทางหลักในการชำระเงิน และนักท่องเที่ยวจีนก็เริ่มนำเอาพฤติกรรมดังกล่าวมาใช้ในการเดินทางผ่านอี-วอลเล็ท (e-wallet) ขณะที่เดินทางไปยังประเทศอื่นๆ ในปี 2561 นักท่องเที่ยวจีน 32% ชำระเงินผ่านอุปกรณ์มือถือ…

3 เสาหลักพื้นฐานสร้างความปลอดภัยไซเบอร์บนมัลติคลาวด์

ศักยภาพด้านความปลอดภัยที่หลอมรวม  ปกป้องได้ครอบคลุม ทำงานแบบอัตโนมัติ โดยนายลิเออร์ โคเฮน ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์และโซลูชั่น ระบบความปลอดภัยสำหรับคลาวด์ ฟอร์ติเน็ต   องค์กรในยุคปัจจุบันต่างมองหาวิธีการใหม่ๆ มาใช้ในการประมวลผล จัดเก็บและกระจายข้อมูลด้านธุรกิจของตน หลายๆ องค์กรเห็นว่าการใช้บริการบนคลาวด์นั้นง่ายดายกว่าการจัดหาชุดฮาร์ดแวร์เพื่อมาทำงานเฉพาะด้านเหล่านี้ ทั้งนี้ การปรับใช้ระบบคลาวด์แบบกระจายศูนย์ (Decentralized) ยังจะช่วยให้หน่วยงานต่างๆ สามารถจัดหาซอฟต์แวร์คลาวด์ใหม่ๆ หรือทรัพยากรไอทีหรือใช้แอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ได้ตามต้องการ โดยไม่ต้องพึ่งพาฝ่ายไอทีมากนัก จึงนำไปสู่การที่องค์กรใช้งานผู้ให้บริการคลาวด์ที่หลากหลายในองค์กรเดียว   แม้การใช้งานแพลตฟอร์มที่แตกต่างกันจะให้ประโยชน์ด้านความยืดหยุ่นของธุรกิจก็ตาม แต่องค์กรเองยังตกอยู่ในความเสี่ยงอยู่ นับตั้งแต่องค์กรมีความยากในการบริหารทรัพยากรที่กระจายตัวนี้ รวมถึงความเสี่ยงของ Shadow IT (อันหมายถึง แหล่งข้อมูลออนไลน์ที่เก็บข้อมูลองค์กร แต่อุปกรณ์ไอทีไม่ได้ตระหนักถึงและมองข้ามไป)  ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการละเมิดกฎหมายที่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวได้ นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานของระบบคลาวด์ส่วนบุคคลและแอปพลิเคชันแบบใช้ครั้งเดียวจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการที่องค์กรอาจถูกโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทั้งองค์กรได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อองค์กรใช้แพลตฟอร์มหลายแพลตฟอร์ม มักจะมีโอกาสที่จะเกิดการละเมิดที่ร้ายแรง มากกว่าการใช้แพลตฟอร์มเดียวทั่วทั้งเครือข่าย   นายลิเออร์ โคเฮน ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์และโซลูชั่น ระบบความปลอดภัยสำหรับคลาวด์ของฟอร์ติเน็ต (Fortinet®; NASDAQ: FTNT) ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบครบวงจรและอัตโนมัติได้แนะนำว่าองค์กรต่างๆ ควรมีเสาหลัก 3 ต้น เพื่อเป็นพื้นฐานในสร้างการใช้งานบนคลาวด์ขององค์กรได้อย่างปลอดภัย ดังนี้:…

สคร. เร่งติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจใกล้ชิด คาดปี 2562 สามารถเบิกจ่ายเกินร้อยละ 80

นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ในเดือนกันยายนและตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา สคร. ได้มีการเร่งติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจอย่างใกล้ชิด โดยได้จัดประชุมร่วมกับรัฐวิสาหกิจที่มีงบลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อหารือแนวทางในการเบิกจ่ายงบลงทุนให้เป็นไปตามแผน และผลักดันให้รัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพพิจารณาเร่งการลงทุนโครงการใหม่ๆ เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี 2562 และสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย โดยภาพรวมการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมของรัฐวิสาหกิจ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2562 ของรัฐวิสาหกิจ 45 แห่ง มีผลการเบิกจ่ายสะสม จำนวน 199,887 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 77 ของแผนเบิกจ่ายสะสม และคาดว่าในปี 2562 รัฐวิสาหกิจจะสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ร้อยละ 80 ของกรอบการเบิกจ่ายงบลงทุนทั้งปี ผลการเบิกจ่ายสะสมของรัฐวิสาหกิจ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2562 หน่วย: ล้านบาท รัฐวิสาหกิจ แผนเบิกจ่ายสะสม เบิกจ่ายจริง สะสม ร้อยละเบิกจ่ายจริงสะสม/แผนเบิกจ่ายสะสม ปีงบประมาณ (ต.ค. 61 – ก.ย. 62) จำนวน 34 แห่ง 164,976 104,024 63% ปีปฏิทิน (ม.ค. 62 – ธ.ค. 62) จำนวน 11 แห่ง…

Top